ดับทุกข์

คนที่จะไม่หลงแก่ ไม่หลงเจ็บ ไม่หลงตาย 

ที่จะเอาบุญกุศลไปได้ก็ต้องรู้พระพุทธอยู่ที่ใจ

 รู้พระธรรมอยู่ที่ใจ รู้ว่าพระสงฆ์เกิดได้ที่ใจ 

รู้ว่าพระอรหันต์เกิดที่ใจสงบ 

รู้ว่านิพพานบุญบาปสุขทุกข์เกิดที่ใจ

 .........................

 

 เราก็พยายามเพ่งเพียรภาวนา

อย่างน้อยสักชาติหนึ่งขอรู้จิตตัวเองก็ยังดี 

เอาละวันนี้ไม่รู้ก็พยายามรู้ให้ได้สักวันหนึ่ง 

ถ้าเรารู้จิตของเราได้ ทั้ง ๓ ดวงนี้ คือ 

ความรู้ความโลภเกิดขึ้นอย่างไรและดับอย่างไร

รู้ว่าความโกรธเกิดขึ้นอย่างไร และดับวิธีใด

 .........................

 

ดับความหลงนั้นได้เมื่อใดนั่นแหละ..

เป็นมหากุศลจิตตัง จิตที่เป็นธรรมจิตที่เป็นบุญ 

จิตที่ชำระบาปได้ จึงเรียกว่า "นิพพานัง ปะระมัง สุขขัง" 

นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่งก็ทำที่จิตเราสงบนี่เอง

 แต่ถ้าเราเกิดมาอยู่แต่ในอำนาจของอารมณ์

ไม่รู้จิตตัวเองเขาเรียกว่า คนหลง 

โกรธไม่รู้ โลภไม่รู้ หลงไม่รู้ 

เกลียดรักชังไปตามอารมณ์ 

คนเราตกอยู่ในความหลงก็ทุกข์กับความคิดนึก

หาความสุขสบายใจไม่ได้เลย

 .........................

 

ชาตินี้เรามีโลภโกรธหลงติดอยู่ 

ฉะนั้นเราจึงต้องมาศึกษาจิตของเราสักนิด

ว่าเกิดมาในชาตินี้ไม่รู้อะไร

ก็ให้มารู้ธรรมที่ใจเรา รู้ว่าจิตคิดอะไร

และจะดับด้วยวิธีใด อยากรู้ต้องลองทำดู 

เช่นเราดูลมหายใจเข้าเราก็รู้ว่าลมหายใจเข้า

ลมหายใจออกเราก็รู้ว่าลมหายใจออก 

ถ้าจิตมันจะคิดล่ะ !  คิดไปโน่นคิดไปนี่

คิดไปโน่นเราก็ภาวนาของเราเรื่อย 

คิดอะไรก็ "พุทโธ ๆ" เข้าไว้

ผลที่สุดความคิดนี่พอมันเหนื่อย หนักเข้าๆ มันก็หยุด

 

 .........................

 

พอหยุดทีนี้ล่ะ! สงบสบายเบา ว่างโปร่งทุกข์ทั้งหลายดับ 

ความเครียดความตึงในประสาทหายหมดเลย 

ต่อไปจิตเราก็เริ่มละเอียดมีปัญญา 

คราวนี้ก็คอยดูจิตตัวเองได้ล่ะ ทีนี้มันไม่หยาบละ

คนเราถ้าไม่มีสมาธิจิตมันจะหยาบจะคิดมาก 

มันจะไม่หยุดคิด พอเรามีสมาธิขึ้นมา

ทีนี้..จิตเราว่างได้สักครั้งหนึ่งจิตเราจะละเอียด 

คราวหลังจะทันอารมณ์ว่านี่โกรธและนั่นไม่โกรธ 

สงบไม่สงบก็จะค่อยๆ รู้ขึ้นมาทีละน้อย

นั่นแหละ..การทำบุญมหาศาล

ก็คือการที่เราฝึกรู้จิตเห็นจิตเขาเรียกว่า 

" กุสะลัง จิตตัง อุปปันนัง" จิตที่เป็นกุศล

หรือว่า "กุสะลา ธัมมา" ทำจิตให้เป็นบุญทุกขณะ

 .........................

 

บุญไม่ได้อยู่ที่ไหน อยู่ที่การทำใจให้สงบ 

บุญอยู่ที่การรู้จิตรู้ใจของตนเอง 

ที่พระพุทธเจ้าไปเรียนรู้จิตตัวเองก็อย่างนี้เอง

จึงได้เป็นพระพุทธเจ้า เพราะเรียนรู้เรื่องจิตของตัวเอง 

เพราะอะไรๆ มันอยู่ที่จิตตัวเองทั้งหมดเลย 

ไม่ว่าบุญ บาป สวรรค์ นรก 

 .........................

 

ฉะนั้นญาติโยมทุกคนที่มาในงานศพนี้ 

ขอให้สนใจจิตตัวเอง ศึกษาจิตตังนี้ 

จะได้ทำให้เราเกิดความสุข 

เรียกว่า "เกิดความดับทุกข์ได้"

ปัญหาทั้งหลายจะรวมที่จิตดวงเดียว

และจะแก้ปัญหาจิตตัวเองได้.