ความโกรธ
เจริญสุขท่านสาธุชนผู้สนใจธรรมะสว่างใจทุกท่าน...คนเราถ้าไม่โกรธกันเสียได้จะเป็นสุขมาก เพราะความโกรธนั้นเป็นศัตรูของใจเราเป็นตัวทุกข์อย่างมาก ถ้าเราโกรธแล้วไม่มีอะไรดีเลยในโลกนี้ มีแต่ของเสีย มีแต่ของที่ไม่สวยไม่งาม ฉะนั้นความโกรธจึงเป็นความทุกข์อย่างยิ่ง

เหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ไม่ควรโกรธเลย ความโกรธนั้นเหมือนไฟไหม้เผาตัวเอง ไม่มีความสุข เร่าร้อนอยู่สม่ำเสมอจะกินก็ร้อน จะนั่งก็ร้อน จะนอนก็ร้อน จะเดินก็ร้อน จะพูดคุย จะทำการงานอะไรก็ร้อน ร้อนเพราะความโกรธมาเผาใจเรา แม้แค่นิดเดียวก็ร้อนดังนั้น จงชนะความโกรธดีกว่าชนะคนอื่น การชนะคนอื่นนั้นเราก็ไม่หมดโกรธ เราก็ยังเป็นคนโกรธมากขึ้น ยิ่งโกรธเป็นทวีคูณไปมากยิ่งกว่าเดิม ยิ่งเพิ่มความทะเยอทะยาน ความมักใหญ่ใฝ่สูง มีทิฏฐิมานะมากยิ่งขึ้น หรือความถือตัวมากขึ้น

ดังนั้นจึงว่าความโกรธนั้นยิ่งเพิ่มความชั่วให้แก่ใจเรา ไม่ได้ทำความดีให้แก่ใจเราเลย ฉะนั้นผู้ปฏิบัติธรรมจึงรู้ว่า ความโกรธนั้นควรฆ่าให้ตายเสีย อย่าไปฆ่าคนอื่น ควรทำลายความโกรธเสีย หรือควรรู้ทันด้วยสติและปัญญา ความโกรธถ้าไม่รู้ทันด้วยสติปัญญานั้นก็จะไม่มีอะไรที่จะมาดับความโกรธได้ ฉะนั้นจึงต้องเพียรทำหรือคอยรู้จักเขาคือความโกรธ โกรธเมื่อไร ก็รู้จักว่าเขาโกรธเรื่องอะไร เหตุที่ทำให้โกรธนั้นเพราะอะไร..

เพราะเราคิดว่าเขาไม่ดี เขาพูดไม่ดี เขาทำอะไรไม่ถูกใจ เมื่อความโกรธมาเป็นนายเรา เราก็คิดจะเป็นนายคนอื่น คิดจะข่มขู่คนอื่นให้คนอื่นนั้นกลัวเรา

ความโกรธนั้นเปรียบเหมือนสุนัข ที่เวลามันกินอาหารแล้วมันก็กัดกัน มันไม่ได้กัดกันเพราะว่ามันโกรธกัน เช่น เวลามันอยู่ด้วยกันมันก็รักกัน เลียกันไปเลียกันมา หยอกกันไปหยอกกันมา รักกันกลมเกลียวเพราะมันมีเมตตา ตอนมันยังไม่ได้กินอาหารสุนัขบางตัวมันก็รักกัน เราก็ต้องเปรียบเป็นสุนัขไทยก็แล้วกัน เพราะว่าถ้าเปรียบสุนัขฝรั่งถ้าเขาฝึกไว้ดีแล้วมันก็ไม่กัดกัน เวลาได้แย่งอาหารกัน อาหารจะเป็นอาหารดีหรือไม่ดีก็ตาม เพียงแค่ก้างปลา หัวปลาทูหรือกระดูกมันก็จะกัดกัน ยิ่งกระดูกนี่ยิ่งแย่งมาก เพราะว่าเป็นความหวงแหนของเขา นั่นแหละคือความโกรธ เกิดความโลภขึ้นมา พอเกิดความโกรธก็กัดกัน ยิ่งเพียงหัวปลาหัวเดียวหรือเพียงกระดูกเพียงท่อนเดียวก็กัดกันอยากให้สุนัขกัดกันก็เท่านั้นเอง เพียงแค่เอากระดูกหรือเพียงแค่เศษอาหารให้กินมันก็กัดกันแล้ว แต่เมื่อเลิกกินแล้วมันก็ไม่กัดกัน มันก็อยู่ด้วยกันแบบพี่แบบน้อง

ฉะนั้นคนเราที่ทะเลาะกันก็คือแย่งความเป็นใหญ่หรือแย่งความคิดที่ว่าตัวเองเป็นเจ้าของ ตัวเองเป็นนาย ตัวเองสำคัญ คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่กว่าเขา แต่แท้ที่จริงแล้วคนเรามีธาตุธรรมเสมอกัน ไม่มีใครจะเกินเลยกันได้ มนุษย์เรานี้มีกินเท่ากันนอนเท่ากัน ใช้ชีวิตไม่ต่างกันไม่มีใครจะวิเศษกล่าวกัน บุญกุศลก็สามารถทำได้เท่ากัน ดังนั้นเราจึงเปรียบความโกรธเหมือนสุนัขแย่งอาหาร แย่งกระดูกกัน มันไม่รู้เรื่องอะไรเลย มันกัดกันเดี๋ยวก็มาดีกัน ทั้งๆ ที่เจ็บตัวโดยความโกรธ

เขาเปรียบสุนัขเป็นครูได้เหมือนกัน ทำให้เกิดปัญญา เป็นปุคคลาธิษฐานได้ว่า นี่แหละเวลาโกรธก็เหมือนสุนัขกัดกันอย่างนี้ คนเราเวลาโกรธก็ทะเลาะกันอย่างนี้ แล้วเดี๋ยวก็มาตกลงดีกัน ถ้าดีกันไม่ได้ก็ให้เจ้าของไล่ บางตัวก็กัดกันเสียจนไม่ฟัง ก็ต้องเอาน้ำไล่หรือจับแยก คนเราเวลาโกรธก็เหมือนกัน ทะเลาะกันแย่งทรัพย์สมบัติกันฟ้องร้องกัน ตีกัน ฆ่ากัน ด่ากัน ขึ้นโรงขึ้นศาล หากรรมการพิพากษาให้แยกกัน ให้ประนีประนอมหรือว่าตกลงความถูกผิดกัน นี่ก็เป็นเพราะความโกรธ ความโลภ จึงต้องมีกรรมการคอยห้าม

ถ้าไม่โกรธก็ดีกัน มีอะไรก็มาแบ่งกันกิน สุนัขที่กัดกันไม่ใช่ว่าจะได้กินดีนะ บางตัวก็ร้องครวญครางเจ็บไปเลย แข้งขาเจ็บ กินอะไรไม่ได้เพราะกัดกัน บางทีของนั้นก็หกหล่นเสียหายไปแล้ว ไม่ได้กินของดีของสะอาด หลวงพ่อสงค์ ท่านเปรียบเทียบว่าเวลาเจ้าของให้กินอะไรมันก็รักเจ้าของ ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ สุนัขนี้เป็นสัตว์ที่ซื่อสัตย์ จริงใจต่อเจ้าของ และก็ปกป้องเจ้าของไม่ให้คนอื่นเข้ามาใกล้ เวลาเจ้าของตีก็ร้อง เอ๋ง เอ๋ง วิ่งร้องลั่นไปตามใต้ถุนบ้าน มันไม่โกรธเจ้าของ พอหายเจ็บมันก็กับมาเลีย มาประจบเจ้าของ ต้องการให้เจ้าของรักมันต่อ เมื่อกี้มันรู้ว่าเจ้าของไม่ชอบมันเกลียดมัน ก็กลับมาเลียเจ้าของมันไม่ได้โกรธเจ้าของ

สุนัขก็เป็นครูของความโกรธได้เหมือนกัน ใครทำใจได้อย่างสุนัขบ้าง ที่ไม่โกรธคนด่า ไม่โกรธคนว่า ไม่โกรธคนตี ไม่โกรธคนมาทำร้ายเรา นี่คือใจของสุนัขที่ไม่โกรธเจ้าของ ถ้าทำไม่ได้ก็สู้สุนัขไม่ได้ บางคนก็เปรียบเทียบอย่างนั้น ว่าสุนัขเป็นสัตว์ที่ไม่โกรธเจ้าของ อาจจะงอนนิดหน่อยน้อยใจบ้างก็เป็นเรื่องของสุนัข แต่ว่าความจริงแล้วเขาก็รักซื่อสัตย์ ดังนั้นสัตว์ถึงแม้ไม่ประเสริฐแต่บางครั้งจิตของเขาก็อยู่ในภูมิที่ไม่ปรุงแต่งไปในทางเลวร้ายที่คิดจะฆ่าเจ้าของ ไม่คิดจะแก้แค้นเจ้าของ ไม่คิดจะมาผูกพยาบาทอะไรแต่ว่ากลับรักเจ้าของมากยิ่งขึ้น ซื่อสัตย์มากขึ้นอีก นี่คือจิตของสุนัข ที่มันมีความโกรธแต่มันโกรธเพียงบางอย่างเท่านั้นเอง มันกลับไม่โกรธเจ้าของ มันโกรธกันเองด้วยการแย่งกันกินแต่ไม่นาน พอเลิกแล้วก็ดีกัน

ไม่มีเลยในบ้านนี้ ไม่มีเลยในเมืองนี้ ในโลกนี้ไม่มีเลยที่มีความสุข เราจะเห็นเลยว่าคนโกรธย่อมไม่มีความสุขเลย เกิดมาโกรธแล้วไม่มีความสุขเลย คนๆ นั้นย่อมเป็นเหมือนงูพิษ เมื่อโกรธมากๆ ขึ้นมาถึงกับเข่นฆ่าทุบตีเป็นผู้ร้ายขึ้นมา ทุกคนก็เกลียดกลัว ทุกคนก็จะระแวงสงสัยว่าคนๆ นี้เป็นคนร้าย เป็นคนที่คบยาก เป็นศัตรูที่น่ากลัวมาก ทุกคนก็จะรังเกียจ เหมือนพิษภัย คนโกรธมากก็ตายมาเป็นงูพิษ ตายมาเป็นเสือ ตายมาเป็นจระเข้ มาเป็นสัตว์ที่ดุร้าย พวกสัตว์ที่ดุร้ายพอกลับมาเกิดก็เป็นสัตว์ที่น่าเกียจ ทุกคนก็ไม่รักใคร่ บางทีเจอแล้วก็ทำร้าย หรือถ้าเขาไม่ฆ่าตายก็เอาไปใส่กรงขัง เช่น พวกงู พวกเสือ พวกสัตย์ที่มีเขี้ยวเล็บ กัดกินมนุษย์ทำร้ายมนุษย์ โดยมากมนุษย์ก็จะฆ่าหรือไม่ก็เอาไปขังเอาไปทรมาน นี่คือสิ่งที่เกิดมาจากกรรมของความโกรธ

มนุษย์ที่โกรธมากๆ เขาก็เอาไปขังเหมือนกัน ดังเช่นเขาเอาไปขังไว้ในคุกตลอดชีวิต บางครั้งถึงกับประหาร ตายไม่ดีเหมือนกันความโกรธ บางคนถึงกับพิกลพิการไปเลย นี่คือความโกรธ เหมือนอย่างบางคนพกระเบิดไปขู่เขา โกรธเขา เขาทำไม่ถูกใจ เขามาว่าเราพกระเบิดไปขู่เขา แย่งกันไปแย่งกันมาระเบิดหล่นแตกตายก็มี นี่คือความโกรธทั้งนั้น

ฉะนั้นคนเรามาปฏิบัติธรรมนี้ ก็มาถึงความปราณีตของธรรม คนเราก็จะรู้จักรักษาใจตนเอง คนเราถ้าปฏิบัติธรรมตั้งแต่ ๗ ขวบขึ้นไป ขอให้เจริญธรรมะเถิด ฟังธรรมะพระพุทธเจ้าเข้าใจเถิดว่านี่คือหลักธรรม นี่คือสมถกรรมฐานว่าอย่างไร วิปัสสนากรรมฐานว่าอย่างไร บาปเป็นอย่างไรบุญเป็นอย่างไร เหตุของความเกิดทุกข์เป็นอย่างไร สิ่งที่จะดับทุกข์ได้ดับได้อย่างไร เพราะคนเราฟังธรรมะมรรคผลของพระพุทธเจ้าได้ บุคคลนั้นก็ย่อมฉลาดในการดับความโกรธ แล้วย่อมหาทางดับความโกรธ ย่อมเห็นโทษของความโกรธความเกลียด ความอิจฉาริษยา ความพยาบาทอาฆาต ที่ถือว่าเป็นสิ่งเน่าปฏิกูลในหัวใจ หรือเป็นพิษภัยที่เร่าร้อนไม่ให้เกิดความสุข หรือว่าทำให้เกิดแต่เรื่องเดือดร้อนใจ

บางคนเป็นเพราะกรรมพันธุ์ พ่อเป็นคนโทสจริต พอลูกออกมาก็โทสจริตเหมือนกัน หรือแม่เป็นคนโทสจริต พอลูกออกมาก็เป็นคนโทสจริตเหมือนกัน หลานออกมาก็เป็นคนโทสจริต ขี้โกรธทั้งตระกูลเลย ก็เลยกลายเป็นน่าสงสารใจเขาใจเราที่มาเกิดในฐานะที่มีกรรมพันธุ์ขี้โกรธ กรรมพันธุ์พวกนี้มันเป็นกรรมเก่า บางคนโลภทั้งตระกูล พ่อก็ขี้โกงหรือไม่บางทีแม่ก็ขี้โลภขี้โกง ลูกออกมาก็ขี้โกงขี้โลภเอาทั้งตระกูลเลย ไม่ใช่ว่าจะสูญพันธุ์แค่พ่อแม่ เรื่องกิเลสนี้เป็นมันเป็นของทำให้เกิดทุกข์ มันเป็นทางร้ายกาจ

ฉะนั้นการที่เราไม่โกรธกันนี้ เราจะมีมิตรมาก พระพุทธเจ้าท่านจึงบอกว่า อย่าได้โกรธกัน การโกรธนั้นไม่มีประโยชน์เลย ดังนั้นเรื่องความโกรธนั้นต้องพยายามฝึก ไม่มีวิธีอื่นหรอกนอกจากเจริญเมตตา รู้จักสงสารคนอื่นบ้าง อย่าเห็นคนอื่นเป็นศัตรู ให้เห็นคนอื่นเป็นญาติ เป็นมิตร เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นพ่อ เป็นแม่ หรืออย่างไรก็คิดว่าเราอาจจะเป็นเพื่อนทุกข์กันยามเจ็บไข้ได้ป่วย หรืออาจจะเป็นเพื่อนตายกัน เราก็คงไม่หนีกันไปไหน ทุกคนเราก็ต้องมีตายแผ่นดินกลบหน้าด้วยกัน ไม่มีใครหลีกเลี่ยงพ้น ดังนั้นจึงว่าเราต้องสร้างจิตใจของเราให้เจริญเมตตาให้มาก เป็นคนใจเย็นให้มากขึ้น ทำเฉยให้มากขึ้น แล้วก็พยายามแก้จิตของเรา ทอย่างไรความโกรธจะได้หมดไปจากหัวใจเราเสียที โกรธแล้วเหมือนคนบ้า โกรธแล้วคลั่ง โกรธแล้วเอา

คนหนึ่งเป็นคนขี้โกรธ จริงๆ แล้วเป็นคนเข้าวัด แต่เวลาเข้าวัดก็ไม่โกรธ ตอนเป็นสาวทำอะไรก็เก่ง มีการงานดี พอแต่งงานอยู่กินกันแล้วก็โกรธสามี เรื่องเล็กน้อยก็เป็นเรื่องใหญ่

แล้วจะทนได้อย่างไร..เพราะผู้หญิงคนนี้มันเป็นคนขี้โกรธ...อย่างมากทนได้แค่ปีเดียวก็เก่งแล้ว เพราะไม่มีผู้ชายคนไหนทนผู้หญิงขี้โกรธคนนี้ได้..

ผู้ชายคนนี้ก็บวชเรียนมาแล้ว ฝึกปฏิบัติธรรมไปแล้ว มันก็ถือว่าทนได้ เพราะเป็นคนเฉยๆ เวลาภรรยาด่าว่าอะไรก็เฉย เฉย

แต่ทนได้อยู่ถึง ๓ ปี ผู้หญิงก็อาละวาด มีอะไรก็เขวี้ยงปาต่อหน้าคนก็ด่า กลางตลาดก็ด่า เงินดี งานดี แต่ใจขี้โกรธ ผู้ชายก็ทน ทน ทนถึงที่สุดแล้ว หนักๆ เข้าพอโดนด่ามากขึ้นก็ทนไม่ไหว ผู้หญิงเวลาโมโหแล้ว ขนเรื่องอะไรมาด่าได้สารพัด

ผู้ชายบอกว่า เขาด่าอะไรได้อย่างนี้ เราเกิดมาไม่เคย.. ก็เลยคิดว่าต้องทนเพื่อลูก แต่ผลที่สุดก็ทนไม่ไหว เพราะเวลาภรรยาโมโหแล้วก็ด่าและขับตี ทำร้ายด้วย ที่สุดผู้ชายก็ต้องหนี

พอหนีไปก็ไปเจอผู้หญิงแม่ค้าด้วยกัน ผู้หญิงคนนั้นก็สงสารเห็นว่าอ้ายนี้หนีหัวซุกหัวซุนมาก็เลยรับเลี้ยงดูไป ผู้หญิงคนนั้นก็สามีทิ้งเหมือนกันและมีลูกติดด้วย อ้ายคนนี้ก็ไปอยู่ด้วย

ฝ่ายภรรยาคนเก่าก็ไปตีอีก บอกว่า เค้าแย้งผัวไป ส่วนผู้ชายผู้หญิงก็หนี ที่สุดตำรวจก็ไประงับเรื่อง พอระงับเรื่องตำรวจก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะเป็นเรื่องผัวเมียกัน

ผลที่สุดภรรยาเก่าก็ขับรถไล่ชนผู้ชาย เอาให้ตายเลย..บอกว่าชนกันเหมือนอย่างในหนังเลย เพราะผู้หญิงเขาขับรถเก่งอยู่แล้ว ขับรถปาดหน้าชนตูม ตูม...ผู้หญิงเป็นมีสตังค์เขาแต่งรถไว้ดี ผู้ชายไม่ค่อยสตังค์ก็ต้องมีเอารถมาซ่อมหมดเงินไปห้าหกหมื่นบาท ผู้หญิงเขามีสตังค์เขาก็กลับไปซ่อมได้ ทำราวีไปเป็นปีๆ เพื่อให้ผู้ชายคนนี้กลับมา

ผู้ชายคนนี้ก็คิดว่า โอ้...กูกลับไม่ไหวแล้ว ใครจะกลับไหวมันดุร้ายอย่างนี้.. ผลที่สุดก็หนีไปอยู่ต่างจังหวัด ผู้หญิงรู้ข่าวว่าผู้ชายหนีไปอยู่วัดต่างจังหวัด ผู้หญิงก็ให้พ่อแม่ตัวเองไปด้วย ไปตามงอนง้อ ให้พ่อแม่ช่วยพูดให้ พ่อก็บอกว่า

ต่อไปนี้ลูกฉันจะดีแล้ว...ถ้าลูกฉันไม่ดีก็ให้ตีเตะมันเลย เอามันเลย ใครๆ ก็ทนมันไม่ได้ มันเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เล็กแต่น้อย อย่าถือสามันเลยนะ นึกว่าเห็นแก่ลูกเถอะเห็นแก่หลานฉันเถอะ..

ให้พ่อตาแม่ยายไปงอนง้อ อ้ายนี่ก็ใจอ่อน..

เอ้..คงจะกลับใจได้แล้วมั้ง ไอ้ขี้โกรธนิ คงจะหายมั้ง เพราะรู้สึกว่ามาครั้งนี้จ๋อยเหลือเกินไม่พูดอะไร...ดีมาก คนเราพอเวลาไม่โกรธมันก็น่ารักนะ

สุดท้ายก็กลับด้วย คิดว่าพ่อตาแม่ยายก็คงป้องกันได้ แต่พอกลับมาเวลาโกรธขึ้นมาอีก ก็โกรธขึ้นเหมือนเดิมอีก เป็นเหมือนเดิมความโกรธนี้แก้ไม่ได้

ผู้ชายก็มานึกว่า เออ...เราเห็นพ่อแม่พี่น้องเขาทะเลาะกันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร จะมาตบตีเขาทำไม เราเป็นผู้ชายมีธรรมะแล้ว เราก็ไม่ต่อสู้ไม่ตบไม่ตีดีกว่า..

ก็ตัดสินใจว่าคงจะอยู่ด้วยกันไม่ได้อีกแล้วก็เลยหนีไปเลย...นี่คือความโกรธ..มันอยู่กันไม่ได้ คนโกรธนี้แต่งงานไม่ได้ แต่งงานแล้วบ้านช่องไม่เป็นครอบครัว ฉะนั้นความโกรธเป็นของไม่ดี คนที่มีครอบครัวก็ดี คนที่อยู่ที่ไหนก็ดี ยิ่งสมณชีพราหมณ์ก็โกรธไม่ได้ ถ้าไปโกรธเขา ไปด่าเขา ไปว่าเขา เขาก็จะหาว่าพระทำไมขี้โกรธ เป็นพระทำไมไปด่า ทำไมไปโกรธ ฉะนั้นความโกรธจึงไม่เป็นประโยชน์ พระพุทธเจ้าจึงได้สอนว่า เป็นธรรมะซึ่งเป็นอธรรม ซึ่งไม่ควรแสดงออก เกิดที่ใจก็ดับที่ใจ อย่าให้ออกมาทางวาจา จะพูดจาหยาบ อย่าให้ออกมาทางกาย เป็นกิริยาไม่ดี หน้าตาก็ไม่ดี ฉะนั้นควรระงับความโกรธด้วยการเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แล้วก็พยายามมีสติระงับใจไว้ เราต้องพยายามแก้ตัวเรา ไม่ใช่แก้ความโกรธที่คนอื่น ต้องมีสติตลอดเวลา

เวลาเดินเอาจิตไว้ตรงไหน เวลาเดินเอาจิตไว้กลางหน้าอก คอยดูความโกรธอยู่ตรงกลางทรวงอก ยืน เดิน นั่ง นอน ก็เอาจิตไว้กลางทรวงอก ถ้าโกรธเมื่อไรก็รู้เมื่อนั้น ไม่ต้องดูที่เขา ดูที่หน้าอกอย่างเดียว แล้วจิตมันจะโกรธให้เราเห็น แล้วเราก็จะดับมันตรงนั้น เกิดตรงนั้นก็ดับตรงนั้น..

ขอยุติการบรรยายไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอให้ท่านทั้งหลายที่ปฏิบัติธรรมจงมีความชนะใจตนเอง ชนะความโกรธตัวเอง ก็จะได้มีความสุขในชีวิตของตัวเอง โดยการอาศัยธรรม ขอจบการบรรยายธรรมไว้แต่เพียงเท่านี้