ไม่ใช่ทางพระพุทธเจ้า

ธรรมะนี้หลวงพ่อแสดงไว้เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว

 

        อาตมาขอเล่าเรื่องพระวัดหนึ่ง..แต่ไม่ขอออกชื่อวัดอยู่ในกรุงเทพฯ มีชื่อเสียงโด่งดังและเจริญมาก เป็นวัดปฏิบัติกรรมฐาน ซึ่งสามารถดึงศรัทธาญาติโยมเข้ามาได้มากมาย และทำให้เป็นที่อัศจรรย์ของผู้คนที่มานับถือมาก

            เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ประมาณสิบกว่าปีแล้ว ซึ่งอาตมาได้มาอยู่ที่วัดสังฆทานแล้ว วันนั้นโยมนิมนต์พระไปฉันที่โรงงานพลาสติก ไปกับหลวงปู่บุดดา ถาวโร หลวงพ่อสังวาล เขมโก และพระที่วัดสังฆทาน เมื่อทำบุญเสร็จแล้วโยมได้จัดรถนำพระไปเที่ยวในที่ต่างๆ สุดแล้วแต่ท่านจะไปทางไหน

            จึงขอเลือกไปวัดหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียง เมื่อเดินทางไปถึงวัดแล้วก็ได้เดินเที่ยวชมโบสถ์ ชมกุฏิศาลา สิ่งสวยๆ งามที่เขาสร้างไว้แล้วเจริญแล้ว สุดท้ายก็ไปพบสมภารเจ้าวัด ซึ่งเป็นธรรมดาเมื่อเข้ามาวัดแล้วก็อยากพบสมภารเจ้าวัด คือเป็นธรรมเนียมประเพณีของคนไทย หรือเป็นชาวพุทธเรา เมื่อมาเที่ยวบ้านเขาก็อยากพบเจ้าของบ้านเป็นธรรมดา ได้เห็นหน้าได้พูดคุยเล็กน้อยก็ถือว่ากลับได้ แต่เมื่อมาเที่ยวบ้านเขาแล้วไม่ยอมพบเจ้าของบ้าน ถือว่าเป็นผู้ไม่มีมรรยาท ไม่มีความเคารพเจ้าของบ้าน หรือมาวัดไม่ยอมพบสมภารก็เหมือนเราไม่เคารพในสถานที่ของวัด ธรรมดาเมื่อพบสมภารแล้วก็กลับได้อย่างสบายใจ ในเมื่อเรามาพบทุกอย่างแล้วซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา

            พอเดินไปที่กุฏิสมภาร เห็นลูกศิษย์หน้าตาดีมากกำลังเช็ดรถเบนซ์อยู่ ซึ่งเราก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของผู้มีบารมีที่จะต้องมีรถนี้มาใช้สำหรับพระที่มีญาติโยมศรัทธาให้ความสะดวกกับท่าน เมื่อท่านจะต้องไปโน้นไปนี่ ถ้ารถไม่ดีก็คงใช้ไม่สะดวกอะไรอย่างนี้

            พระเราได้เข้าไปถามพระลูกศิษย์ท่านว่า พวกผมต้องการจะมาขอพบท่านพระอาจารย์Ž

            พระลูกศิษย์ตอบว่า เมื่อท่านต้องการจะมาพบท่านพระอาจารย์ได้โทรศัพท์มาบอกล่วงหน้าหรือติดต่อมาก่อนหรือเปล่าŽ

            ไม่ได้ติดต่อหรือโทรศัพท์มาหรอก..เพราะนึกว่าอยากจะมาเที่ยวก็มา เพราะคิดว่าอยากจะพบท่านก็เป็นเรื่องธรรมดาก็เลยขอพบŽ

            ถ้าไม่ได้โทรศัพท์ติดต่อท่านก่อน ท่านจะไม่ให้พบ เพราะคนที่จะมาพบท่านได้ต้องติดต่อมาก่อนล่วงหน้าŽ

            เรามองดูกุฏิก็ดูสวยงามดี ปิดประตูสนิทไม่ให้คนเข้าไป เมื่อพวกเราเข้าพบไม่ได้เป็นอันว่าเราก็ต้องกลับในเมื่อเที่ยวชมวัดเสร็จแล้ว

            ใจนึกเลยว่า...ไม่ใช่ทางพระพุทธเจ้าž นึกในใจเลยว่า นี่ไม่ใช่ทางพระพุทธเจ้าสอน ไม่ได้เดินตามทางพระพุทธเจ้าองค์นี้ พระพุทธเจ้าไม่เดินทางอย่างนี้ž

            แต่ว่าญาติโยมก็ไม่รู้นะว่าจะนับถือหรือปฏิบัติตามอย่างไรเพราะญาติโยมก็หลงใหล เชื่อความวิเศษศักดิ์สิทธิ์หรือเชื่อความสามารถอะไรท่านก็พากันมาสักการะมาช่วยกัน จนสำเร็จตามความประสงค์ของท่าน  แต่ความรู้สึกเราไม่ได้รังเกียจท่านหรอก ที่ท่านไม่ให้เราพบไม่ใช่ว่าเราเสียใจน้อยใจหรือรังเกียจอะไร เพียงแต่คิดว่า นี่ไม่ใช่ทางพระพุทธเจ้าสอน การกระทำอย่างนี้ไม่ใช่หลักคำสอนของพระพุทธเจ้าž

            ต่อมาไม่ช้าไม่นาน..ที่ที่หน้าวัดสังฆทานเป็นที่ของคนรวย คงจะเป็นเศรษฐีหลายๆ ร้อยล้าน บางคนก็ว่ามีเป็นพันๆ ล้าน ส่วนเขาจะมีเท่าไรก็ไม่ได้รู้กับเขา ผู้หญิงคนนี้ไม่แต่งงานเป็นอาจารย์เก่า บ้านอยู่ทางจังหวัดลำพูน พอเป็นอาจารย์ก็ลาออกมาทำมาค้าขายอยู่ที่กรุงเทพฯ เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสงบแล้ว มีใครขายที่ให้แกก็ซื้อ ที่ละสี่พันห้าพัน ซื้อทิ้งไว้เพราะสมัยนั้นที่มันถูก

            คงจะเป็นบุญบารมีของแก่ที่เคยสร้างสมไว้ เคยซื้อที่ดินสร้างวัดไว้ถวายวัดไว้แต่ชาติก่อน หรือซื้อที่ทำประโยชน์อุทิศให้แก่สาธารณกุศล จึงทำให้แกมีที่ดินไปทั่วหมด มีคนมาขายจำนองจองจำ แกก็ซื้อไว้

            ต่อมาก็ขายที่ดินที่แกเก็บไว้ ได้ที่ละสามสิบล้านสี่สิบล้านก็ร่ำรวย จัดสรรบ้างอะไรบ้าง ทุกวันนี้แกก็เป็นมหาเศรษฐี แกมีน้องชายอยู่คนหนึ่ง พอดีน้องชายตายก็ได้มอบสมบัติให้แก่พี่สาวปกครองดูแล เพราะมีหลานอีกสองคน หลานๆ ก็มีความรู้ความสามารถเรียนเมืองนอกเมืองนา แกได้ดูแลผลประโยชน์ไว้ให้หลานๆ เป็นอันว่าแกก็มีความร่ำรวยมากมาย

            ก็สืบได้ว่าที่ดินหน้าวัดสังฆทาน ซึ่งอยู่ใกล้หน้าโบสถ์หลวงพ่อโต ประมาณ ๔๐ เมตร เป็นที่โยมซึ่งมาชนตรงหน้าโบสถ์ ทำให้ไม่สวย ซึ่งที่ตรงอื่นเราก็สามารถซื้อขยายได้ แต่ตรงหน้าวัดนี้ยังซื้อขยายไม่ได้ จึงสืบหาว่าที่ตรงนี้เป็นของใคร จึงให้คนไปค้นดูโฉนดที่ดินนั้นว่าหมายเลขนี้เจ้าของอยู่ที่ไหน เพราะหมายเลขอยู่ติดกับวัด ก็ได้รู้ว่าเป็นที่ของบ้านเลขที่นั้น..

            พอดีมีพระที่เคยส่งหนังสือพิมพ์ได้อาสาพาไปหาบ้านเลขที่นั้น จึงได้ตามไปจนถึงบ้านเพื่อขอซื้อที่ดินตรงนั้น..แกตกใจว่า

            พวกท่านมาได้อย่างไรŽ

            มาตามบ้านเลขที่โยมŽ

            เมื่อถามซื้อที่..แกก็บอกว่า ไม่เป็นไรฉันจะขายที่ให้ท่าน ฉันจะไม่ขายให้ใคร แต่ตอนนี้ฉันยังไม่ขาย...Ž

            ก็คงจะรอราคา เราก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ที่จริงเราไปก็หวังอยากให้แกขาย เมื่อเราซื้อแล้วจะได้ทำเป็นประโยชน์ต่อทางวัดได้ ถ้าแกเอาไว้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะแกไม่ได้เก็บค่าเช่าเพียงให้คนดูแล

            แกได้เล่าเรื่องต่างๆ นานาที่แกร่ำรวยมีเงินมีทองให้ฟัง ที่จริงประวัติของแกก็มีแต่เรื่องทุกข์ทั้งนั้น

            ฉันนอนไม่ค่อยหลับ ท่านจะทำอย่างไรให้ฉันนอนหลับได้บ้างŽ

            โยมก็ต้องตัดกังวล ไม่ห่วงไม่ใยเกินไป แล้วจะสงบŽ

            เมื่อก่อนหลวงพ่อฝั้นก็บอกให้ฉันภาวนาพุทโธเหมือนกันแต่ฉันทำไม่ได้Ž

            เป็นอันว่าแกร่ำรวยมาแต่ก็นอนไม่หลับ คงจะเป็นเรื่องกังวลแต่ก็ไม่ถึงกับทำลายประสาททำลายสมองอะไร คนอายุมากก็เป็นเรื่องธรรมดานอนครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมงก็ตื่นแล้ว เมื่อคุยแล้วก็รู้เรื่อง..เป็นอันว่าเราก็ไม่สามารถจะซื้อที่ตรงนี้ได้

            ต่อมาได้โทรไปคุยกับแก แกบอกว่า ตอนนี้เรื่องยังไม่เสร็จ

เลย เพราะมีเรื่องขึ้นมาใหม่อีกแล้วŽ

            เพราะว่ามีเรื่องฟ้องร้องกับพระ..กับพระองค์นั้นนั่นเอง พระที่ไม่ยอมออกมาต้อนรับพวกเรา

            ฟ้องเพราะท่านเอาเงินไปแปดล้าน เอาไปสร้างโรงเรียน สร้างห้องแถว เพราะเห็นว่าเป็นคนจังหวัดเดียวกันอยู่ทางลำพูนเหมือนกัน มายืมเงินแกไปแปดล้านแล้วไม่ยอมคืน พอขอทวงคืนก็ไม่ให้ ถ้าอยากได้ก็ให้ไปฟ้องร้องเอาเอง

            มานึกว่าพระเราขึ้นโรงขึ้นศาลฟ้องร้องกันก็ไม่ถูกหลัก ยังไม่มีก็บอกว่ายังไม่มี เราก็ต้องตัดสินใจว่าให้เขาแน่นอน เราจะไม่ให้ไม่ได้ ใครเป็นหนี้เป็นสินญาติโยมต้องตัดสินใจให้ ถึงไม่มีก็ต้องหาให้ ถึงจะเอาไปทำประโยชน์ส่วนร่วมก็จริง แต่ส่วนหนึ่งเอาไปสร้างโรงเรียนอีกส่วนหนึ่งเอาไปสร้างตลาด

            เมื่อทำอย่างนี้เราก็นึกเลยว่า นี่ไม่ใช่ทางของพระพุทธเจ้าสอนž ตกลงเป็นอันว่าทางวัดก็ยังซื้อที่ไม่ได้ ทุกวันนี้แกก็ไม่ยอมขายที่ให้ (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) ก็มาคิดอีกว่าจะมีวัดอย่างนั้นอีกที่ทำให้เราเห็นสภาพอย่างนั้น

            ต่อมาเมื่อไม่กี่ปีอาตมาก็ไปเที่ยวอีกวัดหนึ่ง วัดนี้ก็ยิ่งใหญ่มาก พอไปเที่ยวก็เจอสภาพเดียวกัน

            บอกว่าสมภารไม่ต้อนรับ จะต้อนรับก็ต้องระดับรัฐมนตรีหรือคนใหญ่ๆ โตๆ เท่านั้นแหละ ธรรมดานี้จะไม่ต้อนรับ

            ที่วัดนี้ยิ่งใหญ่กว่าที่เราไปเจอก่อนนั้นอีก ก็เที่ยวเดินชมวัดซึ่งเขาก็ทำวัดเป็นป่า เป็นที่กว้างมากตั้งหลายร้อยไร่ เดี๋ยวนี้ได้ตั้งหลายพันไร่แล้ววัดนั้น

            แล้วเราก็คิดว่า อย่างนี้ก็ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าพระทำตัวอย่างนี้ ด้วยการเข้าหายาก สมภารพบอยาก เก็บตัวอย่างนี้คือว่าถ้าไม่ต้องการให้พบก็ไม่ต้องให้พบทั้งหมด แต่นี้กับคนที่เป็นใหญ่เป็นโต บุคคลที่มีฐานะก็พบได้ แต่คนธรรมดาพบไม่ได้ แม้แต่เราเป็นพระก็ยังไม่มีโอกาสได้พบž

            ก็เลยเจอสองครั้ง คราวก่อนเมื่อสิบกว่าปีเราก็เจออย่างนี้ คราวนี้เราก็มาเจอแบบนี้อีก ก็คิดในใจว่า นี่ไม่ใช่ทางพระพุทธเจ้าสอนแสดงว่าพระนี้เดินตามพระพุทธเจ้าไม่ถูก พระพุทธเจ้าไม่เป็นอย่างนี้คำสอนของพระพุทธเจ้าไม่เป็นอย่างนี้ แสดงว่าผู้นี้ไม่ได้ปฏิบัติตามธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าสอน ไม่ใช่ทางพระนิพพาน เป็นทางเพื่อแสวงหาชื่อเสียง เป็นทางเพื่อเอกลาภ เป็นทางที่ไม่บริสุทธิ์ ทางที่หวังประกาศให้ตนเองมีชื่อเสียงและให้มีคนศรัทธาเลื่อมใส ก็เป็นการน้อมลาภเข้ามาสู่ตัวเอง ถือว่าไม่ใช่ทางพระพุทธเจ้าสอน...แต่ก็ไม่ได้พูดที่ไหน พึ่งมาพูดวันนี้เอง..กับพระที่วัดก็ไม่ได้พูดอะไรž

            พึ่งมาพูดวันนี้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้เจอมาอย่างนี้มันเป็นลักษณะอย่างนี้ ในอนาคตก็ถือว่ามันก็มีที่สุด คือว่าสิ่งที่ตนทำนั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง มันก็ต้องเสียหายกับวัดกับหมู่คณะตัวเองอย่างแน่นอน เพราะจะต้องมาเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ก็จริงทั้งสองวัด ทั้งสองวัดก็มีปัญหาเรื่องเงินๆ ทองๆ มีการฟ้องร้องกันขึ้นโรงขึ้นศาลกัน

            ก็เป็นประสบการณ์ที่เห็นสมภารมีอาการแบบเดียวกัน พวกนี้จะขึ้นเร็วแล้วก็จะลงเร็ว แต่ว่าการวางรูปแบบเขาไม่เหมือนใคร ถ้าเห็นตามวัดทั่วๆ ไป เขาทำอะไรๆ ก็ไม่ค่อยเจริญ ไปๆ มาๆ ก็อยู่กันอย่างนั้นแหละ เปลี่ยนสมภารแล้วเปลี่ยนสมภารอีกก็อยู่กันเป็นประเพณีก็ไม่มีอะไรตื่นตัว

            สมภารอยากจะพบกับญาติโยม ญาติโยมก็ไม่ค่อยอยากพบ อยากจะให้ญาติโยมเข้าวัด ญาติโยมก็ไม่เข้าวัด จนก็เอาแต่ก็ไม่มีใครเข้า วัดไม่สามารถดึงศรัทธาญาติโยมได้ แต่ถ้าสมภารอย่างนี้ท่านเก่งมาก ถึงท่านไม่อยากให้พบคนก็อยากจะพบมากมาย ทั้งๆ ที่พยายามที่จะกีดกันไม่ให้พบ คนก็อยากจะพบ สำหรับคนจนก็ดีคนรวยก็ดี แต่ว่าเขาก็แบ่งให้พบเฉพาะคนที่ควรพบ

            แล้วก็ไปเจอพระอีกแบบหนึ่ง...นั่นมีชื่อเสียงมาก มีอิทธิฤทธิ์วิเศษ...วิเศษมากเมื่อฟังจากลูกศิษย์ท่านแล้ววิเศษมากเลย ถึงกับล่องหนหายตัวได้ วิเศษต่างๆ นานา สามารถที่จะเชิญพระพุทธเจ้าเสด็จมาเป็นมนุษย์ธรรมดาได้ และก็เชื่อเรื่องเข้านิโรธสมาบัติแบบประเภทกิน เดิน นั่ง นอน เป็นนิโรธสมาบัติได้ เราก็มานึกว่า

                        นี่ไม่ใช่ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าž คือคนเราไม่เข้าใจธรรมะ ที่จริงคนเรารู้ทางโลกมาก มีปริญญาตรี โท เอก เป็นถึงด๊อกเตอร์รู้ทางโลกมาก บางคนมีเงินมากแต่ไปมีความเชื่อที่หลงผิด คือเชื่อเรื่องศาสนาไม่ลึกซึ้ง ใครว่าอย่างไรก็เชื่อ เพราะว่าตนเองไม่ได้เข้าใจเรื่องธรรมวินัย ก็ไปหลงผิดไปเชื่อการเข้านิโรธแบบนั้น

                        คำว่านิโรธสมาบัตินั้น มีอย่างเดียวคือการไม่หายใจ สามารถอธิษฐานจิตและอยู่ได้ถึง ๗-๑๕ วัน อันนี้เป็นหลักตายตัวแต่เขากลับไปเชื่อว่านิโรธสมาบัตินั้นยืนเดินนั่งนอนก็ได้ ดื่มแต่น้ำก็ได้ อย่างนั้นไม่ใช่การเข้านิโรธสมาบัติเป็นเพียงความเพียร อย่างนั้นพระพวกเราก็ทำได้ เช่นอดข้าว ๑๕-๒๐ วัน อดมากว่านั้นก็ได้ แต่ไม่ใช่ว่านั่งตลอด ๒๔ ชั่วโมง ก็ยังเดินยังเคลื่อนไหวอยู่แต่ไม่ถือว่าเป็นนิโรธสมาบัติ

                        เมื่อคนเรากล่าวธรรมวินัยพระพุทธเจ้าไม่ตรงไม่ถูกต้องแล้ว ก็จะเป็นเครื่องวัดเลยว่า คำสอนนั้นไม่ถูกต้อง ถือว่าไม่ใช่ทางนิพพาน แล้วเราก็ไปเที่ยวดู..เขาบอกว่าที่วัดนี้ต้องมีทหารตำรวจอารักษ์ขา ต้องมีปืน เอ็ม ๑๖ คอยระวังตลอดเวลาไปไหนก็ต้องมีรถตำรวจทหารคอยอารักษ์ขา เพราะว่าท่านมีศัตรูเยอะ เหตุที่ท่านทำดีคนไม่ดีจึงปองร้ายท่าน ก็เลยต้องมีตำรวจอารักษ์ขา แต่เราก็ไม่พูดว่าใครนะ พอรู้อย่างนั้นเราก็คิดเลยว่า

                        นี่ไม่ใช่ทางพระพุทธเจ้าสอน จิตมันบอกเลยว่านี่ไม่ใช่ของแท้ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าสอน ถึงจะมีคนนับถือมากมายก็จริง ห้อมล้อมกันอย่างนั้นก็จริง แต่ว่านี่ไม่ใช่ทางพระพุทธเจ้าสอน พระพุทธเจ้าจะไม่สอนอย่างนี้ ไม่ถูกทางพระพุทธเจ้าเสียแล้ว เดินผิดทางพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้าไม่กลัวตาย พระที่มาบวชในพระพุทธศาสนาถ้ากลัวตายแล้วบวชไม่ได้ เพราะบวชแล้วต้องสละชีวิต ต้องชดใช้หนี้กรรม หนีกรรมไม่พ้น โจรองคุลีมารก็ดี พระมหาโมคคัลลานะก็ดี ทั้งๆ ที่พระพุทธเจ้าและพระมหาโมคคัลลานะท่านก็รู้ ทั้งที่มีพระเจ้าแผ่นดินหนาแน่น ทำไมไม่ให้อำมาตย์หรือทหารมาอารักษ์ขาพระมหาโมคคัลลานะเพราะจะถูกโจร ๕๐๐ทุบตาย

                        เปล่าเลย..พระมหาโมคคัลลานะไม่ได้หนี นอนให้โจรทุบ ทั้งๆ ที่เหาะหนีไปได้ถึงสองครั้ง พอครั้งที่สามเมื่อพระพุทธเจ้าเตือนว่า

                        โมคคัลลานะเธอไม่ใช้หนี้กรรมเหรอจึงรู้เลยว่าหนีกรรมไม่พ้น จึงนอนให้โจรทุบ ไม่ได้หาทหารตำรวจไปป้องกันหรอก แสดงว่าพระนี้เป็นผู้วิเศษแต่กลัวตายแล้วจะไปทำอะไรได้ ตัวเองจะวิเศษไปได้อย่างไรตัวเองยังกลัวตาย ยังให้ทหารตำรวจอารักษ์ขาอยู่อย่างนี้ ถ้าเป็นทางโลกก็ไม่เป็นไร เช่นข้าราชการผู้ใหญ่ หรือที่เขามีตำแหน่งหน้าที่ เหมือนอย่างทหารตำรวจ รัฐมนตรี นายกอะไรอย่างนี้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของโลก ต้องมีบุคคลที่ต้องคุ้มครองป้องกันเพื่ออารักษ์ขาความปลอดภัย แต่ที่จริงการเป็นพระปฏิบัตินี้จะไม่ทำ เพราะว่าพระนี้ไม่มีใครฆ่า ไม่มีอันตราย

                        สมัยพระพุทธเจ้าคราวที่พระเทวทัตทำร้ายพระพุทธองค์พระเจ้าแผ่นดินจะขอให้ทหารมาอารักษ์ขา พระพุทธเจ้าบอกว่า

                        เจริญพรพระองค์ พระพุทธเจ้าไม่ตายด้วยคมหอกคมดาบ ใครทำอันตรายพระพุทธเจ้าไม่ได้ ไม่ต้องอารักษ์ขาŽ

                        พระพุทธเจ้าห้ามไม่ให้คนติดตามอารักษ์ขา ทรงป้องกันพระองค์เองได้ การเป็นพระนี้ป้องกันตัวเองได้ ฉะนั้นการบวชเป็นพระนี้จึงไม่ต้องกลัวศัตรูหมู่มาร ถ้าใครจะมาฆ่าก็ถือว่าเป็นเรื่องของกรรมที่หนีไม่พ้น ฉะนั้นจึงว่าไปผู้เดียวได้ทุกองค์ ฉะนั้นถ้าใครยังให้ผู้อื่นคุ้มครองชีวิตตนเองเท่ากับตัวเองปฏิบัติไม่ได้ผล ไม่สามารถที่จะคุ้มครองตัวเองได้ อันนี้ก็เป็นเครื่องวัด

                        เราไปเห็นว่าเขาสร้างวัดได้ใหญ่โตมีชื่อเสียงมาก แต่เขายังกลัวตาย เขายังทำกรรมฐานกลัวตายอยู่ ไปที่ไหนยังให้คนคุ้มครองป้องกันตัวเองอยู่ นี่ก็ถือว่าไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้าถ้าทำแบบนี้ ไม่ใช่ทางไปพระนิพพาน เมื่อไปเห็นอย่างนี้เราก็คิดอย่างนี้ แต่เราก็ไม่อยากจะให้คนอื่นคิดอย่างนี้ แต่ว่าเราคิดอย่างนี้มันก็เป็นเรื่องที่เราพิจารณาไปตามธรรม นี่เห็นสามวัดเป็นอย่างนั้น

                        เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วก็เป็นจริงในภายใน ไม่ใช่เป็นหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องที่ตัวเองอุปโลกน์ยกขึ้นมาเหนือคนที่รู้ไม่ทัน คนที่รู้ไม่ถึงธรรมะอันละเอียดอ่อนหรือวินัย ก็ถูกหลอกให้หลงได้

                        เราจะเห็นเลยว่าพระพุทธเจ้าสอนอย่างไรพระพุทธเจ้าสอนให้คนเรานี้เข้าถึงการกระทำที่ถูกต้อง ท่านให้เชื่อว่ากรรมคือการกระทำทางกายวาจาใจนี้จะแก้ปัญหาตัวเอง กายกรรม วจีกรรมมโนกรรม ถ้าเราทำกายวาจาใจมีศีลธรรมทุกคนก็พ้นกรรมมีความสุข ปัญหาก็ไม่ต้องไปแก้อะไร พระพุทธเจ้าสอนให้แก้เรื่องกรรมของตัวเอง คนเราถ้าเกิดมามีปัญหาก็แก้เรื่องของตัวเอง ก็ไม่ต้องให้ใครมาแก้ให้ปัญหาก็จบ เมื่อเราเห็นการกระทำอย่างนี้แล้วเราก็มาย้อนดูว่า

                        นี่แหละ พวกที่ถือเจ้าเข้าทรงนี้ก็มีปัญหาเพราะบางคนก็เข้าใจว่าอันนี้เป็นหลักของพระพุทธศาสนา แต่ความเป็นจริงแล้วพวกถือเจ้าเข้าทรงนี้มีมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าแล้ว เพราะจิตคนเรานี้สามารถที่จะปรุงแต่ง เวลาจิตอ่อนลงมาเข้าสู่สมาธิแบบอ่อนๆ จิตมันเป็นโมหจิต พอถูกมิจฉาทิฏฐิเข้าครอบงำแล้วมันจะรับสัมผัสได้หมด จิตพวกนี้สามารถที่จะปรุงแต่งขึ้นมาได้ทุกอย่าง เป็นเรื่องเป็นราวต่างๆ ได้ ถ้าเราไปอยู่กับสิ่งนั้น หรือว่าเราไปจำ

กับสิ่งนั้น

                        พวกที่ว่าเข้าเจ้าเข้าทรงได้นี้ คิดว่ามีวิญญาณเข้ามาสิง จิตคนเรานี้เวลามันเป็นขึ้นมาแล้วมันควบคุมไม่อยู่หรอก นึกอะไรมันจะเข้าหมด นึกถึง ร.๕-ร.๕ ก็จะมา นึกถึงสมเด็จพุฒาจารย์โตสมเด็จพุฒาจารย์โตก็จะเกิด สุดแล้วแต่ว่าเราจะผูกอันไหน อันนั้นก็จะมา นึกถึงพระพิฆเนศ นึกถึงพระศิวะ นึกถึงรัศมี จิตก็จะรับไปหมด เพราะจิตคนเรารับได้ทุกอย่างร้อยแปดพันประการ เพราะสำคัญตนผิดมันเข้าไปได้หมดเลย มันผิดไปหมดเลย

                        เมื่อเข้าสู่สัมมาปฏิบัติ พอปฏิบัติไปแล้วจะเข้าใจตัวเองถูก เข้าใจว่าขันธ์ ๕ นี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และก็เข้าใจว่าจิตนี้ไม่มีอะไร ไม่มีตัวตน เราไปยึดถือเองจึงเป็นโน้นเป็นนี่ ต้องปล่อยวาง

                        แต่ถ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิ จิตมันจะยึดว่าสิ่งนั้นเป็นของเรา สิ่งนี้เป็นของเรา เราจะต้องประกอบสิ่งนั้นขึ้นมา ประกอบสิ่งนี้ขึ้นมา มันก็จะมีตัวตนขึ้นมา มันก็จะประกอบตัวตนขึ้นมาในจิตนั้น นั่นแหละก็กลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นการกระทำและการเดินทางที่ผิด...