ประวัติของแม่ชี

ฉัน บริจิต เป็นแม่ชีชาวออสเตรีย ฉันได้ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2532 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน ฉันเกิดปี พ.ศ.2505 ที่ประเทศออสเตรีย เมื่อสมัยที่ฉันยังเป็นเด็ก ฉันชอบฟังเรื่องเกี่ยว กับพระเจ้า และพระเยซู ฉันต้องการจะเป็นคนดีจริงๆในตอนนั้น แต่เมื่อฉันเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ประมาณอายุ 12 ปี ฉันก็ลืมความตั้งใจในวัยเด็ก ทำตัวเหมือนวัยรุ่นทั่วๆไปที่ต้องการแต่ความสนุกสนาน จนกระทั่งอายุ 20 ปี ฉันก็ได้พบกับริชาร์ด และได้แต่งงานกัน จนได้ให้กำเนิดลูกสาวคนแรกเมลานี ซิทติรา ในปี พ.ศ.2528 และ ลูกชายคนต่อมาแพททริก อีเลียส ในปี พ.ศ.2530 เราได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขร่วมกัน แต่มีเหตุการณ์ที่ทำ ให้ชีวิตของฉันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเกิดขึ้น 2 ครั้งคือ

ครั้งแรกหลังจากที่ลูกชายเกิด ฉันรู้สึกกลัวความ ตายขึ้นมาอย่างรุนแรงมาก กลัวว่าสามีและลูกๆจะตาย มันเป็นความรู้สึกที่แย่มาก และมักจะเกิดขึ้นช่วงเวลา เย็นของทุกๆวัน เป็นอยู่ประมาณ 1 เดือนแล้วก็หายไป ครั้งที่สอง เกิดขึ้นหลังจากที่ลูกชายอายุได้ 8 เดือน คุณยายของริชาร์ด(สามี)ได้เสียชีวิต อาการกลัวความตายก็เกิดขึ้นมาอีก ซึ่งมันดูเหมือนว่าไม่มีใครสามารถ หยุดยั้งความตายได้ ไม่มีใครสามารถช่วยให้รอดได้ ทั้งฉัน และคนทั่วไป ความรู้สึกกลัวการตายนี่เองที่ทำให้ ฉันไม่สบายใจ เพื่อนสนิทของฉันแอนเดรียได้ชวนฉันไปฝึกโยคะ ทั้งๆที่ฉันไม่เคยมีความสนใจในเรื่องของ การฝึกจิตมาก่อนเลย แต่ฉันก็ไปกับเพื่อน บทเรียนแรกของโยคะที่ฉันและเพื่อนได้ฝึกปฎิบัตินี่เอง ทำให้ฉัน ได้พบกับประสบการณ์ ในการทำสมาธิ ตอนนั้นหลังจากที่ฉันทำโยคะเสร็จแล้ว เป็นช่วงที่ต้องผ่อนร่างกาย ทำใจให้สบาย ฉันรู้สึกเหมือนว่ามีอะไรบางอย่างหมุนอยู่ในคอมันหมุนจนทำให้รู้สึกเหมือนว่าฉันล่องลอยไป ในอากาศ มันเป็นความรู้สึกที่อบอุ่น แม้ว่าก่อนหน้านี้ฉันได้เคยทดลองมาแล้วหลายอย่างด้วยกันทั้งเหล้า และ ยาเสพติด ไม่มีสิ่งไหนเลยที่เทียบได้กับความรู้สึกนี้ หลังจากนั้นมาฉันก็ได้ให้ความสนใจกับเรื่องการฝึกจิต

ในเดือนเมษายน ปีพ.ศ.2532 ฉันก็ได้เดินทางมาฝึกสมาธิครั้งแรกที่ประเทศไทย เป้นเวลา 2 เดือน ที่ฉันได้ปฎิบัติอย่างจริงจัง ปฎิบัติโดยกำหนดจิตสู่การกระทำทุกๆอย่าง ไม่ยึดติด ไม่มีตัวตนและจิต สิ่งนี่เองที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของฉัน หลังจากนั้นฉันกลับไปประเทศออสเตรีย แต่ฉันกลับรู้สึกว่าชีวิตที่นั่นมัน ก็ดูเหมือนวันเดิมๆน่าเบื่อ ไร้สาระไม่มีอะไร และฉันก็ไม่ต้องการอยู่แบบนั้นอีกต่อไป หลังจากนั้น 2 เดือน ฉัน ได้กลับมาเมืองไทยอีกครั้งเพื่อการปฎิบัติทำสมาธิ และครั้งนี้เองฉันได้ขออนุญาติอาจารย์นำสามีและลูกๆมา อยู่กับฉันด้วย ซึ่งอาจารย์ก็ให้อนุญาติในสิ่งที่ฉันต้องการ ฉันได้เดินทางกลับไปออสเตรียอีกครั้งเพื่อเตรียม เก็บของเล่นและลูก พร้อมด้วยเงินอีกจำนวนหนึ่ง และได้ทิ้งริชาร์ด(สามี)ไว้ที่นั่น เนื่องจากเขาไม่สามารถมา เมืองไทยพร้อมกับฉันได้ กลับมาเมืองไทยครั้งนี้ฉันได้บวชเป็นแม่ชี ลูกๆของฉันก็อยู่กับฉันได้ 9 เดือน เนื่องจากว่าริชาร์ด(สามี)ต้องการได้ลูกๆกลับไปดูแลเองออสเตรีย ตั้งแต่นั้นมาฉันก็ได้ตั้งใจหมั่นปฎิบัติรัษา ศีลอย่างเต็มความสามารถตามทางขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พยายามแบ่งปันประสบการณ์ของ ฉันร่วมกับนักประฎิบัติชาวต่างประเทศเสมอๆ และแผ่เมตตาอุทิศบุญกุศลให้กับครูบาอาจารย์ พ่อแม่ ลูกๆ สามี และสรรพสัตว์ทั้งหลาย

คำสอน

หลังจากที่ฉันมาบวชเป็นแม่ชีแล้ว ฉันตั้งใจปฎิบัติอย่างเข้มแข็ง กำหนดทุกอิริยาบท การกิน การเดิน การนั่ง การนอน ทั้งกลางวันและกลางคืน ยิ่งคิดถึงลูกก็ยิ่งต้องปฎิบัติให้มากขึ้น อดข้าว อดนอน หวังจะบรรลุ สำเร็จเป็นพระอรหันต์เร็วๆ ตอนนั้นฟุ้งซ่านมากเลย ทำอย่างนี้อยู่พักหนึ่งก็ไปถามอาจารย์ทวี ว่าทำอย่างไรก็ไม่หายคิดถึงลูกซักที่ ทำไงดี อาจารย์บอกว่าทำอย่างนี้ไปกวาดถนนดีกว่า ก็เลยไปกวาดถนน และเข้าไปช่วยครัวยามว่างด้วย เข้าไปช่วยที่ครัวทำอะไรก็ไม่เป็น แม่ครัวเลยใช้ให้ไปปอกกระเทียม ตั้งแต่ นั้นมาก็กวาดถนนและปอกกระเทียมเรื่อยมา รวมทั้งได้มีโอกาสฝึกภาษาไทยสำนวนก้นครัวตั้งแต่นั้นมา ทำ อย่างนี้อยู่ประมาณ 2 ปีก็ไปคุยกับอาจารย์ใหม่ครั้งนี้บอกอาจารย์ว่า "ตอนมาบวชใหม่ๆนั้นคิดว่าเรารู้ดีหมด ทุกอย่างแล้ว ต้องสำเร็จ ต้องบรรลุธรรมเป็นอรหันต์ ได้แน่ แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าที่จริงตัวเองยังไม่รู้อะไรเลย" บอกอาจารย์ไปอย่างนั้น อาจารย์กลับบอกว่า อย่างนี้ก็ปสอนคนอื่นได้แล้ว ตกใจ อาจารย์พูดอย่างนี้ ตอนมา ใหม่ๆรู้หมดอาจารย์ให้ไปกวาดถนน ตอนนี้บอกว่าไม่รู้อะไรเลยแต่อาจารย์กลับบอกว่าให้ไปสอนคน แต่ก็สอน สอนพวกต่างชาติที่สนใจ การทำกรรมฐาน ปฎิบัติทำสมาธิ ว่าการนั่ง นั่งอย่างไร การเดิน เดินอย่างไร

สอนไปก็ช่วยงานในวัดไปด้วยเหมือนเดิมประมาณสัก 2 ปี รู้สึกเหนื่อยมากอยากปฎิบัติมากๆ อีก ตอนนั้นอยู่ที่แปดริ้วมีเพื่อนคนไทยที่มาบวชเนกขัมมะ พามากราบหลวงพ่อสังวาลที่วัดทุ่ง เมื่อเห็นก็เกิด ศรัทธามากเลย อยากมาอยู่ปฎิบัติกับท่าน แต่ก็ยังมาไม่ได้ครูบาอาจารย์ทางนั้นมีพระคุณมาก แต่ในที่สุดก็ไป ถามอาจารย์อีกจนได้ว่า "อาจารย์จะว่าอะไรมั๊ยถ้าจะขอไปปฎิบัติอยู่กับหลวงพ่อสังวาลที่วัดทุ่งสามัคคีธรรม ที่สุพรรณบุรี" อาจารย์ก็บอกว่า " ได้ แต่ต้องไปเข้าป่า 7 วันก่อน" ก็ไม่ได้รออะไรแล้ว อาจารย์ว่าได้ก็เตรียม ตัวเก็บบาตร เก็บเก็บข้าวของมาวัดทุ่งเลยตอนนั้น อยากปฎิบัติมาก คืนแรกที่มาวัดทุ่งสามัคคีธรรม ก็ฝันเลย ทั้งที่ไม่ได้ฝันมานานแล้ว ฝันว่าตัวเองไปบินฑบาตรอยู่ที่เมืองนอก ไม่มีใครใส่บาตรเลย จนถึงบ้านหนึ่งมีคน เดินเข้ามาถามว่าทำอะไรอยู่ ก็บอกไปว่าตัเองบวชเป็นแม่ชี กำลังบินฑบาตร และบาตรที่อุ้มอยู่นี้เอาไว้ใส่อาหาร เค้าก็บอกว่าดี ต่อไปนี้นิมนต์มารับบาตรทุกวันเลย พอตื่นขึ้นมาก็เลยคิดไปว่าเราคงได้มีโอกาสเผยแพร่ธรรมะ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไปเมืองนอกด้วยแน่ ช่วงนี้สบายใจมาก ปฎิบัติได้เต็มที่ อยากอยู่ อยากปฎิบัติไปเรื่อยๆ แต่อยู่ได้ 1 เดือนก็ต้องกลับไปบอกอาจารย์ที่ฉะเชิงเทราก่อน ไปบอกอาจารย์ว่าจะอยู่ วัดทุ่งสามัคคีธรรม บอกเสร็จก็กลับมาอยู่ที่วัดทุ่งต่อ อยู่วัดทุ่งมาได้ประมาณ 2 ปี ก็ทราบข่าวว่าอาจารย์ที่ แปดริ้วป่วยเป็นมะเร็ง ฉันก็เลยกลับมาแปดริ้วอีกเพื่อเยี่ยมอาจารย์แต่มาเห็นอาจารย์ว่าไม่มีใครอยู่ดูแล ก็เลย อยู่ปฎิบัติรับใช้ครูบาอาจารย์ทดแทนคุณ พยาบาลท่านได้ประมาณ 8 เดือน อาจารย์ก็มรณะภาพในเดือน กรกฎาคม พ.ศ.2540 หลังจากนั้นก็กลับมาวัดทุ่งปฎิบัติต่อ

กลับมาจากพยาบาลอาจารย์ที่แปดริ้ว ก็มีวิชาพยาบาลติดตัวมาด้วย เลยได้มีโอกาสดูแลคนแก่ที่วัดทุ่ง คนแก่ที่ไม่มีญาติพี่น้องดูแลเวลาเจ็บไข้ น่าสงสาร ทำให้คนที่วัดทุ่งเรียกคุณหมอกันทั้งนั้น จนมาถึงวันนี้ก็ได้ รักษาคนหลายคน และที่ถึงตายไปแล้วก็มี
พ.ศ.2542 ฉันตั้งใจว่าจะเปิดคอร์สสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กๆที่อยู่ในระแวกนั้น ก็คาดว่าจะมา กันสัก 30-50 ก็ยังดี ปรากฎว่าวันแรกที่รับสมัคร มีเด็กมาสมัครตั้ง450 คน และวันต่อมาก็มาสมัครอีก 200 คน แน่นมากเลย ตอนสอนก็ต้องใช้ไมค์อิรุงตุงนังไปหมด แต่เด็กๆก็สนุก โชคดีที่มีเพื่อน ครูMatt และครูAnn แนะนำการเรียนการสอนสมัยใหม่ที่ใช้วิธีการเล่นกับเด็กเพื่อให้เด็กๆจดจำ ไม่ต้องเป็นบทเรียนในตำรา ฉันคนสอนก็สนุกแต่ก็เหนื่อยมากด้วย สอนอยู่ประมาณ 1 ปีจนไล่จับเด็กล้มจมูกหักต้องหยุดพัก ก็เลยได้ คิดว่าตัวเราเองก็อายุมากแล้วมาไล่จับเด็กๆเยอะขนาดนี้คนเดียวมันไม่ไหวนะ ก็เลยขอหยุดเลยตอนนี้ ขอพัก เหนื่อยก่อนก็ยังมีเด็กๆมาขอให้เปิดสอนอีก แต่ยังไม่ไหวต้องสะสมพลังก่อน
ตอนนี้ผ่านมา 12 ปีแล้วที่ฉันได้เข้ามาอยู่ในเมืองไทย กรมการศาสนาแจ้งว่าฉันเป็นแม่ชีต่างชาติอาวุโส ฉันก็ยังรู้สึกว่าไม่มีอะไรที่พิเศษไปจากปกติเลย แต่ก็โอเค สบายใจไม่อยากเปลี่ยนแปลง ไม่อยากไปไหน เห็นชีวิตนี้ เป็นของดี รู้เลยว่าตอนบวชใหม่ๆก็อยากจะสำเร็จไวๆ ตอนนี้ความอยากน้อยลงจนแทบจะไม่มีความคิดนี้ผ่าน เข้ามาในสมองเลย

พุทธศาสนาในสายตาแม่ชีฝรั่ง

ศาสนาพุทธในสายตาของฉันนั้นไม่ใช่เป็นเพียงแค่ศาสนา แต่ยังเป็นปรัชญาชีวิต เราไม่จำเป็นที่จะต้องเชื่อทุกสิ่ง ทุกอย่าที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ชีวิตของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับพระผุ้เป็นเจ้าดลบันดาลให้เป็นไป แต่ชีวิตเป็นของเรา เราสามารถที่จะมีชีวิตที่ดีได้ หรือไม่ดีก็ได้อยู่ที่การทำตัวของเราเองเราเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งของตัวเรา พระพุทธเจ้า ไม่เคยทรงตรัสว่าให้เชื่อ แต่ท่านสอนให้เราหาความจริงด้วยการปฎิบัติเอง พิสูจน์ทดสอบธรรมะที่ท่านตรัสไว้ ด้วยการปฎิบัติให้รู้จริง ด้วยตัวเอง คำนี้เองที่ทำให้ฉันสนใจพุทธศาสนา ที่ฉันไม่ต้องทำตัวเหมือนเป็นลูกแกะ ที่เอาแต่เดินตามคนเลี้ยง
ด้วยคำสอนของครูบาอาจารย์เราก็สามารถนำมาเป็นวิถีทางแห่งการปฎิบัติ แต่ทุกคนก็ยังคงต้องปฎิบัติ ด้วยตนเอง ไม่มีใครมาทำแทนให้ได้ เราควรดีใจที่วันนี้ยังมีครูบาอาจารย์ที่พอจะมีความรู้จากประสบการณ์มา ถ่ายทอดให้ด้วยตัวเอง สอนในวิถีทางที่ถูกต้องซึ่งสำคัญมาก เราไม่สามารถเข้าใจได้ ถ้าเราฟังธรรมะแต่เพียง อย่างเดียว เราจะได้ความรู้จากการอ่าน แต่ถ้าเราต้องการจะรู้จริงให้ลึกซึ้ง ต้องปฎิบัติด้วยตนเอง เป็นทาง เดียวที่จะรู้ได้ บางครั้งมีคนมาถามฉันเกี่ยวกับพระเจ้าว่า พระเจ้ามีจริงหรือไม่ ฉันก็ตอบว่า"พระเจ้ามีจริง แต่ ฉันเชื่อในแนวทางที่พระพุทธเจ้าสอน พระพุทธเจ้ารู้ทุกอย่างในโลกนี้ รู้ทั้งจักรวาล พระองค์ยังคงรู้เรื่อง พระเจ้าด้วย และท่านยังคงรู้ว่าใครสร้างเรา นั่นก็คือตัวเราสร้างตัวเราเอง"
วิบากกรรม

มีทุกข์และการดับทุกข์อยู่ที่ใจเรานี้เอง ไม่มีใครมาลงโทษเราเว้นตัวเราเองที่จะได้รับผลแห่งการกระทำ ของเรา ไม่มีใครให้รางวัลเราโดยที่เราไม่ได้ทำความดีอะไร ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว นั่นคือสิ่งทั้งหมดที่เป็นไป ไม่มีพระเจ้าสร้าง เราสร้างทุกอย่างเอง เราเห็นวิบากกรรมอย่างนี้ เราจะระมัดระวังการกระทำของเรา บาปที่ เราทำมันจะย้อนกลับมามีผลกับตัวเราเอง จากการที่เข้าใจอย่างนี้ ความกลัวในการทำบาป ความละอายต่อบาป จะเกิดขึ้นในใจ ไม่ใช่กลัวว่าพระเจ้าจะลงโทษ เราเข้าใจในบาปที่เราทำไปว่ามันจะมามีผลกับเราอยู่ในใจเรา ตลอดเวลา เมื่อมากๆขึ้น ผลมันก็ก่อให้เกิดทุกข์ให้กับเรา และทุกอย่างที่เราทำดีมันก็จะเป็นวิบากกรรมที่ก่อให้ เกิดความสุข ทุกอย่างอยู่ที่เราเลือก ทุกข์หรือสุขเราเลือกเอง
ความดับทุกข์

สิ่งหนึ่งที่สำคัญในคำสอนของพระพุทธเจ้าคือ ความดับทุกข์ ไม่มีเกิด ไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บ ไม่มีตาย มันมีผล ทำให้เราไม่ติดสุขไม่ติดทุกข์ มีอุเบกขา ที่เรียกว่านิพาน
ไม่มีคำสอนในศาสนาอื่นใด สอนทางออก ทางแก้ทุกข์ ในเรื่องของการเกิด การแก่ การเจ็บ และการตาย ที่เรียกว่า " สังสารวัฎร" แน่นอนว่าทุกศาสนานั้นดี อยากให้ทุกคนเป็นคนดี เค้าสอนเรื่องศีลจะได้ไม่มีบาปไม่ไป เกิดในนรก หรือไปเกิดเป็นเปรต เป็นสัตว์เดรัจฉาน สอนให้คนทำดี เกิดมาอีกที่อย่างน้อยก็ขอให้ได้เป็นคน ที่ใหนมีการสอนทางออกจากสังสารวัฎร เป็นไม่มี และด้วยพระกรุณาอันยิ่งใหญ่ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงสั่งสอนศิษย์ ที่เรียกว่า มรรคองค์แปด ธรรมะที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ไว้ ให้เราดูทุกข์ สมุทัย นิโรจน์ มรรค และทางดับทุกข์ โดยดับสมุทัย เราสามารถทำได้โดยปฎิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และนี่คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเมื่อ 2500 ปีมาแล้ว จนทุกวันนี้มีลูกศิษย์สำเร็จมรรคผลเป็นล้านคนได้ เราโชคดีที่เรายังมีพระอริยเจ้าคอยสั่งสอน เราจึงไม่ควรจะเสียเวลา มาดับทุกข์ของตัวเราเองเลย และมาสำรวจดูความสงบสุขและการหลุดพ้นกัน
ความกรุณา

บางครั้งคนเรามักจะพูดถึงพระและแม่ชี รวมถึงผู้ปฎิบัติธรรมอื่นๆ ตามแนวทางการปฎิบัติพุทธศาสนา แบบเถรวาท ว่าเป็นการปฎิบัติเพื่อตัวเองเท่านั้น พวกเค้าต้องการทางหลุดพ้นจากความทุกข์และสังสารวัฎร โดยไม่เอาใจใส่ต่อผู้อื่น แต่สำหรับฉันไม่ได้คิดเช่นนั้นกับแนวทางการปฎิบัติเพื่อพัฒนาสติปัญญา แต่ถ้า ปราศจากความเมตตากรุณาต่อผู้อื่น พวกเค้าเหล่านั้นก็ไม่สามารถจะบรรลุถึงปัญญาได้

ฉันเห็นว่าบางเวลา ฉันก็สามารถทำให้บางคนมีความสุขได้ และฉันก็มีความสุขใจยิ่งกว่า และ ความสุขใจนั้นทำให้การปฎิบัตินั้นง่ายขึ้น ถ้าใจเราไม่มีความสุขก็ยากที่จะปฎิบัติให้ได้ผลดี ดังนั้นการที่ฉัน ช่วยให้ผู้คนมีความสุขนั้นก็เท่ากับช่วยตัวฉันเองด้วย ถ้าเราพบว่าเรายังมีความความทุกข์อยู่ ซึ่งเป็นธรรมดา ของมนุษย์ผู้ที่ยังเวียนว่ายตายเกิด เราก็จะรู้ได้ว่าไม่ใช่แต่เราเท่านั้นที่ยังมีความทุกข์แต่มนุษย์ทุกคนที่ยัง เวียนว่ายตายเกิดอยู่ต่างก็เผชิญกับความทุกข์ทั้งนั้น

การที่ได้พบกับอาจารย์ที่สามารถชี้ทางออกจากทุกข์ให้กับเราได้นั้นนับว่าโชคดีที่สุดแล้ว เราจะสามารถปฎิบัติเพื่อหลุดพ้น จากทุกข์ด้วยตัวของเราเองหรือ สำหรับฉันแล้วมันไม่เพียงพอ การมีครูบาอาจารย์นั้นสำคัญมาก ถ้าเรายังคงเวียนว่ายตายเกิด อยู่ในสังสารวัฎร ดังนั้นจะดูเหมือนว่าเป็นเหตุเป็นผลกันกับที่เราทำกรรมไว้ทุกสิ่งทุกอยางแม้ว่าเราจะจำไม่ได้แล้วก็ตามว่าทำอะไรไปบ้าง กรรมดี กรรมชั่ว ถ้าเราสามารถระลึกได่ว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเรานี้เคยเป็นแม่ของเราเมื่ออดีตชาติใดชาติหนึ่ง และเค้ากำลังเผชิญความทุกข์อยู่ เค้าอาจจะไม่เชื่อว่าทำอย่างไรจะพ้นทุกข์ได้ แต่ทำไมเราจะไม่ช่วยเค้าคนนั้นหรือ

นี้เป็นสิ่งที่สำคัญส่วนหนึ่งในการปฎิบัติ เพื่อนนักปฎิบัติธรรมในคอร์สเข้มข้นของฉันบางคน ยังคงไม่ลืมสิ่งต่างๆ บางครั้งที่ปฎิบัติเสร็จแล้วพวกเค้าก็ได้แผ่เมตตาให้กับครูบาอาจารย์ พ่อแม่ บุคคลอันเป็นที่รักและ สรรพสัตว์ทั้งหลาย และบุคคลที่ต้องการความช่วยเหลือทางด้านจิตใจและจิตวิทยา การให้ความช่วยเหลือกับ บุคคลที่แต่กต่างกันก็ต้องใช้ความสามารถที่แตกต่างกันไป และทางใดที่พวกเค้าสามารถจะช่วยเหลือให้กับผู้อื่น มีความสุขได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นวิถีทางที่แตกต่างออกไปก็จะทำ สิ่งนี้คือธรรมมะ บางครั้งอาจจะมาก บางครั้งอาจจะน้อยแต่ถ้าปราศจากความเมตตากรุณา ปัญญาก็จะไม่เกิด

ฉันเองก็ต้องการที่จะแผ่เมตตาของฉันที่มีให้กับผู้อื่นและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้บังเกิดความสุขทั้ง ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และสิ่งใดก็ตามที่จะพัฒนาการการให้และสติปัญญาอันจะนำไปสู่นิพพาน

(บริจิต สล็อตเทนเบเชอร์)