พรอันประเสริฐ 

          นั่งสมาธิฟังธรรม มือขวาวางบนมือซ้าย เท้าขวาวางบนเท้าซ้าย หัวแม่โป้งมือชนกัน นั่งให้สบาย นั่งเพื่อรับพรปีใหม่ ใจเราสงบจะได้เป็นภาชนะทองรองรับแต่สิ่งที่ดี คือการสงบกาย สงบวาจา ไม่พูดคุย สงบใจ คือเริ่มต้นจากการทำสติให้รู้ตัว ไม่ปล่อยไปคิดถึงสิ่งอื่น ให้ระลึกรู้กายนั่งอยู่ กายนั่งอย่างไรก็ระลึกรู้กายนั่งอย่างนั้น จำใบหน้าจำจมูกของเรา หลับตาสว่างในดวงตาใสๆ แก้วตาคนเราใสยิ่งกว่ากระจกอีก ตาคนเรามีแก้วตาบางใสสะอาด ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วจะมองผ่านม่านตาไปไม่ได้ จะไม่เห็นอะไรแสดงว่าแก้วตาคนเราใสสว่าง ที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าจักขุญาณ ตาคนเรานี้มีญาณรู้เห็นไปไกล เห็นไปทั้งอดีต อนาคต เห็นทั้งนรก เห็นทั้งสวรรค์ เห็นทั้งนิพพาน เรียกว่าตาปัญญา ตาภายในคนเรานี้สว่าง ทุกคนเราที่มองเห็นโลกกว้างก็คือคนผู้มีดวงตาที่มองสว่างไปได้ทั่ว ฉะนั้นแก้วตาของเราจึงเรียกว่าจักขุญาณ ทำดวงตาให้สว่าง ทำใจให้มีสติกำหนดรู้ว่าเรานั่งอยู่ หลับตาอยู่ หูก็เป็นโสตญาณ รู้เร็วรู้ไว รู้เสียงที่มากระทบ เรียกว่าวิญญาณหู ฉะนั้นเราก็ต้องทำสติ เมื่อได้ยินเสียงเราก็ฟังให้เป็นเสียงธรรมชาติ ให้ทำสติวางเฉย ใครจะพูดดีไม่ดีเราก็วางเฉย อุเบกขา เมื่อเราสงบหู สงบตา สงบปาก สงบจิต จิตก็เป็นจิตวิญญาณ(มโนวิญญาณ) มโนวิญญาณนี้เป็นตัวเร้นลับอยู่ภายในจิตตัวเอง เป็นของที่ต้องดู ต้องพิจารณาด้วยปัญญา ถ้าไม่มีสติปัญญาจะไม่รู้จักเรื่องมโนวิญญาณว่าเป็นอย่างไร มโนวิญญาณมีคิดหลายอย่าง มีคิดดี คิดไม่ดี คิดเป็นสุข ก็เป็นบุญ คิดเป็นทุกข์ ก็เป็นบาป คิดได้ทั้งเรื่องเก่าเรื่องใหม่ คิดได้สาระพัดที่จะคิด คนที่มาเขียนนวนิยายร้อยเรื่องพันเรื่องทุกวันนี้ก็มาจากความนึกคิด ที่เป็นมโนวิญญาณมันสร้างสมมา ปรุงแต่งมา จึงเป็นเรื่องราวทั้งจริงและไม่จริง มากจากจิตดวงเดียว ฉะนั้นเมื่อเราจะรู้เรื่องวิญญาณว่าเร้นลับอัศจรรย์แค่ไหน ก็มากำหนดรู้ไว้ที่จิตของเราทุกลมหายใจของเรา หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ นี่คือจิต จิตรู้ ไม่ใช่ลมเขารู้ลม ลมเขารู้ลมไม่ได้ ลมเขาไม่รู้จักตัวเขาหรอก แต่คนที่รู้จักลมคือจิต แม้แต่ร่างกายของเรานี้เขาก็ยังไม่รู้จักตัวเอง แต่คนที่รู้คือมโนวิญญาณ มโนวิญญาณทำให้เกิดความรู้เรื่องกายวิญญาณ เมื่อจิตเป็นผู้รู้สั่งการทั้งหมดเราก็ต้องทำจิตของเราให้สงบจึงจะเป็นยอดบุญ จิตสงบย่อมรู้ความจริง ก็ต้องพยายามรู้อยู่ที่ลมหายใจ เอาจิตมารู้ลมหายใจ เข้ายาวเข้าสั้น ออกยาวออกสั้น ร้อนเย็น หยาบละเอียด หรือหายใจเข้าก็นึกพุท หายใจออกนึกโธ หรือจะนึกว่าพระพุทธที่ใจ พระธรรมที่ใจ พระสงฆ์ที่ใจ แค่นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไว้ที่ใจแค่นี้ก็เรียกว่ามีสติแล้วใจสงบแล้ว ใจเป็นบุญกุศลแล้ว ฉะนั้นการเรียนรู้ของพระพุทธศาสนาคือการเรียนรู้เรื่องสติ รู้ตัว รู้ความคิดตัวเอง นี่เรียกว่าเราเรียนรู้เรื่องวิญญาณทั้งหก มีตา(จักษุวิญญาณ) หู (โสตวิญญาณ) จมูก (ฆานวิญญาณ) ลิ้น (ชิวหาวิญญาณ) กายวิญญาณ จิต (มโนวิญญาณ) สิ่งเหล่านี้แหละเรียกว่าอายตนะ เป็นเครื่องอาศัย เครื่องสื่อสาร เครื่องทำให้เราฉลาด คนที่ฉลาดต้องมีสื่อสารที่ดี เหมือนอย่างคนทุกวันนี้ที่ฉลาดขึ้นมาได้เพราะมีสื่อสารที่ดี ทางหู ทางตาได้เห็นได้ฟัง ฉะนั้นถ้าเราจะรู้ธรรมะเราก็ต้องมีสื่อสารของเรา รู้จักตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเรา สงบก็รู้ ไม่สงบก็รู้ อยู่กับพุทธะ หรืออยู่กับพุท ลมเข้า โธ ลมออก แต่ถ้าเรามีสติอยู่ทุกลมหายใจแล้วเราก็จะเริ่มสงบลง ใจเราจะเย็นลง ใจเราจะสบายกว่าปีที่แล้ว ปีที่แล้วไม่สงบเลยหรือสงบ ปีนี้ก็สงบมากขึ้นเย็นมากขึ้น ถ้าปีนี้ใจเย็นมากกว่าเก่าก็แสดงว่าปีนี้เราจะมีความร่มเย็น เราเริ่มต้นปีนี้ดีก็จะดีตลอดปี ถ้าเริ่มต้นปีนี้ใจร้อนมีแต่เรื่องเดือดร้อนใจ มีแต่เรื่องไม่สบายใจ มีแต่ปัญหา เริ่มต้นปีนี้มีแต่ปัญหาไปตลอดปีก็เจอแต่ปัญหา แต่เริ่มต้นปีใหม่เรามาตักบาตรทำบุญ มานั่งสมาธิ ไหว้พระ สวดมนต์ ทำจิตให้ผ่องใสเบิกบาน เย็นสบายไม่มีทุกข์ต่างๆ เข้ามาครอบงำก็แสดงว่าเราเริ่มต้นปีนี้ดีมาก ปีนี้ผ่องใสมาก ปีนี้เบิกบานมาก ก็จะดีตลอดปี เพราะเริ่มต้นเป็นนิมิตที่ดี ฉะนั้นเราต้องประคับประคองจิตใจของเรา ปีใหม่นี้ต้องคิดทำใจเราให้เป็นคนดี คนมีศีลมีธรรม คนมีความสงบกาย วาจา ใจ คนมีหลักธรรม สิ่งเหล่านี้แหละจะเป็นเครื่องปลูกฝัง เป็นเครื่องค้ำจุนก่อตั้งให้เรามีความสุขความเจริญตลอดปี ปีของธรรมะก็คือการดำรงตัวเองไว้ในศีลธรรม ฉะนั้นการทำสมาธิจึงเป็นเครื่องรู้ เป็นเครื่องหยั่งใจ ถ้าใจดีอะไรก็ดีหมด ถ้าใจเสียอะไรจะเสียหมด มันเจริญที่ใจมันเสื่อมที่ใจ มันได้ลาภที่ใจเสื่อมลาภที่ใจ ได้ยศก็ได้ที่ใจเสื่อมที่ใจ ฉะนั้นเรื่องจิตใจถือว่าเป็นหลักสำคัญ หลักใหญ่ในชีวิต คนเราอยู่กันด้วยความรู้สึกว่าดีหรือไม่ดี คนเราจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขก็ต้องอยู่กันด้วยการทำจิตใจให้ดี เข้าใจสิ่งที่ดี เหมือนกับครอบครัวจะอยู่ด้วยกันได้อย่างสบาย คืออยู่ด้วยกันแบบอภ้ยให้กัน คนเราต้องโกรธกันแต่อภัยให้กัน เมตตาให้กัน แผ่เมตตาให้กัน รับรองอยู่กันอย่างสงบสุข มีสองคนสามคนอยู่ด้วยกันก็เหมือนกัน เหมือนกับมีคนเดียว เพราะมีเมตตามีอภัย ปีที่แล้วก็มีเมตตามีอภัย ก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ปีนี้ก็มีเมตตามีการให้อภัยกันก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขเพิ่มมากขึ้นอีก ถ้าบ้านใดเมืองใดขาดเมตตา ขาดการให้อภัยกัน ขาดการเกื้อกูลกันขาดการเห็นอกเห็นใจกัน ไม่มีบ้านเมืองไหนจะสุขสงบ ให้ฉลองปีใหม่แล้วฉลองปีใหม่อีก ส่งท้ายปีเก่าแล้วส่งท้ายปีเก่าอีก จะอย่างไรก็หาความเมตตาไม่ได้ หาความอภัยให้ไม่ได้ ปีก็ช่วยเราไม่ได้ เราก็ต้องช่วยลดละ จิตใจของเราให้สงบ ฉะนั้นการที่เรามีสติมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้ผลเกิดมากเท่านั้น ด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรมของเราให้เป็นนิจศีล เพราะเราต้องการความสุข ความสุขอยู่ที่ไหน ความสุขต้องมีจากความสงบ ถ้าใจเราไม่สงบเราจะหาความสุขได้ไหม..ไม่ได้เลย เราต้องหาความสงบให้ได้ค้นคว้าหาความสงบได้ที่ไหน..สงบที่ป่าหรือ สงบที่ถ้ำหรือ สงบที่ไกลผู้ไกลคนหรือ ไม่ได้ ..สงบอย่างนั้นถือว่าเป็นการสงบชั่วเดี๋ยวเดียว มาอยู่กับคนเราก็ไม่สงบ ต้องสงบที่กาย วาจา ใจ อยู่ที่ไหนก็สงบ อยู่กับคนก็พูดดี คิดดี สำรวมระวังในตัวเองว่าเราทำดี ก็ความดีอันนั้นแหละเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสงบ มีความสุข ก็จะอยู่อย่างสงบสุขได้ทุกหนทุกแห่ง ไม่ต้องไปเลือกที่ไหน ถ้าใจคนเราไม่สงบล่ะ อยู่ในป่าก็ไม่สงบ อยู่ในถ้ำก็ไม่สงบ ออกมาเจอผู้คนก็ไม่สงบ เพราะไม่สำรวมกายวาจาใจให้เรียบร้อย ไม่เคยมีศีล ไม่เคยมีสมาธิ ไม่เคยเข้าใจในจิตตัวเอง เขาเรียกว่าขาดปัญญา ฉะนั้นเราต้องพยายามภาวนาให้มีพุทโธไว้ทุกลมหายใจ ให้เห็นพุทโธให้ได้ ให้รู้พุทโธให้ได้ ว่าพุทโธเป็นผู้รู้อย่างไร เป็นผู้ตื่นอย่างไรเป็นผู้เบิกบานอย่างไร เราจะรู้ว่าผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานเกิดขึ้นที่ใจเราได้อย่างไร เราต้องทำให้เกิดขึ้น ต้องภาวนาให้เกิดขึ้น ชีวิตเราจะได้เจอความสุขความสงบที่แท้จริง ภาวนาก็นึกถึงลมหายใจ หายใจเข้ายาว เข้าสั้น หายใจออกยาว ออกสั้น ถ้าไม่สงบเราก็หัดนับลม หายใจเข้าพุท หายออกโธ นับหนึ่ง.. หายใจเข้าพุท หายออกโธ นับสอง..หายใจเข้าพุท หายออกโธนับสาม.. หายใจเข้าพุท หายออกโธ นับสี่ พุทโธ..ห้า พุทโธ..หก พุทโธ..เจ็ด พุทโธ..แปด พุทโธ..เก้า พุทโธ..สิบ พอถึงสิบก็ถอยหลังกลับใหม่หายใจเข้าพุท หายออกโธ..เก้า พุทโธ..แปด พุทโธ..เจ็ด พุทโธ..หก พุทโธ..ห้า พุทโธ..สี่ พุทโธ..สาม พุทโธ..สอง พุทโธ..หนึ่ง แล้วก็..พุท ลมเข้า โธ ลมออกสอง..สาม..ขึ้นไปเรื่อยๆ ไปจนถึงสิบ แล้วก็ไปสิบเอ็ด ไปถึงยี่สิบ พอยี่สิบแล้ว พุทลมเข้าโธลมออกสิบเก้า สิบแปด สิบเจ็ดลงมาถึงหนึ่งใหม่ ขึ้นไปอีกจนถึงสามสิบ ลงมาสามสิบ ขึ้นไปถึงสี่สิบก็ลงมาถึงสี่สิบ นับอย่างนี้เรื่อยไปถึงพัน ถึงหมื่น นั่นแหละบุญทุกลมหายใจ สติ ศีล สมาธิ อยู่ทุกลมหายใจถ้าเราทำอย่างนี้ๆ ก็จะสงบบ้าง ไม่สงบบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าที่เราไม่รู้วิธีทำใจเลย ปีใหม่นี้ทำให้ได้ ทำให้ใจดีให้ได้ ทำให้ใจเย็นให้ได้ ทำให้ใจผ่องใสเบิกบานให้ได้ แล้วเราจะได้โชคดี จะได้มีบุญวาสนาตลอดปี ไม่ต้องไปขอใครต้องทำเอาเอง ขอเขาไม่เหมือนกับทำเอาเอง พรนี้เราต้องให้ตัวเอง ความดีนี้เป็นพรอันประเสริฐเป็นพรอันวิเศษ พระพุทธเจ้าที่เป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ขอใครเป็นพระพุทธเจ้า ท่านทำเอาเองทำพุทธะให้เกิดขึ้นในใจท่าน แล้วท่านก็เป็นพระพุทธเจ้าผู้วิเศษ พระอรหันต์ก็เหมือนกันท่านไม่ได้ไปขอพรใคร ท่านไม่ได้ไปขอพรพระพุทธเจ้า ท่านก็ทำตัวของท่านเป็นพระอรหันต์ ก็ได้เป็นผู้วิเศษ เพราะท่านทำพรให้เกิดขึ้นในใจ คือจิตใจสว่าง จิตใจสงบ จิตใจเยือกเย็น นี่แหละพรอันประเสริฐ ฉะนั้นเราก็ทำใจให้มีความประเสริฐให้เกิดขึ้น สงบกายวาจาใจนี่คือยอดของพร ก็ต้องพยายามทำก็จะได้รับผลในวันนี้ต่อไป ก่อนจะเลิกนั่งเราก็พิจารณาตัวเองว่า คนเราเกิดจากดิน เกิดจากน้ำ เกิดจากไฟ เกิดจากลม เกิดจากวิญญาณธาตุ เกิดจากอากาศธาตุ คนเราแตกกายทำลายขันธ์ตายไปเป็นอะไร เมื่ออยู่ก็มาจากข้าวมาจากน้ำ มีดิน มีน้ำ มีไฟ มีลม อยู่ในกายเรา เรานี้เป็นคนอาศัยดินน้ำไฟลมอยู่ อาศัยธรรมชาติ แล้วก็ร่างกายคนเราแตกแยกออกไป..แล้วเป็นอะไร? ส่วนหนึ่งเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นไฟ เป็นลม เป็นอากาศธาตุ เป็นวิญญาณธาตุหมด ละลายไปไม่มีคน เป็นธาตุสี่ เราอย่าไปหลงว่าเราวิเศษไม่ได้ คนเราวิเศษไม่ได้ ธรรมะวิเศษ ศีลทานภาวนาวิเศษ แต่ร่างกายคนไม่วิเศษ ร่างกายคนต้องแตกดับ ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ต้องพุพัง วิเศษไม่ได้ วิเศษที่ใจ ศีลวิเศษ สมาธิวิเศษ ปัญญาวิเศษ ความคิดนั้นวิเศษประเสริฐสูงสุด แต่กายนั้นเป็นเครื่องอาศัยไม่วิเศษเลย เขาวิเศษมาจากใจ ถ้าร่างกายดีใจเขาก็ดีก็งดงามถ้าเสียใจร่างกายก็ไม่ดี ฉะนั้นทำจิตทำใจให้ดี อะไรก็จะดีตามมาเอง วันนี้เป็นวันปีใหม่ แต่ที่เราได้เก่ามาก็เอามาต่อใหม่ ที่จริงเราก็ได้ของเก่านี่แหละแต่เอามาต่อใหม่ ได้บุญเก่ามา อย่าไปลืมของเก่าพ่อแม่เป็นคนเก่า ญาติพี่น้องเป็นคนเก่า ศีลธรรมเป็นของเก่าแก่คู่โลกเราจะไปเอาแต่ของใหม่เลยไม่ได้ มันมีของเก่าที่เราจะต้องอนุรักษ์ไว้เหมือนที่ตรงนี้ วัดสังฆทานเป็นที่เก่า แต่ปีใหม่มันก็ยังเป็นที่เก่า เหมือนอย่างเสื้อผ้าชุดนี้ มันก็เสื้อผ้าปีที่แล้ว แต่เอามานุ่งปีใหม่ อาหารใส่บาตรก็อาหารปีเก่าแต่มาใส่ปีใหม่ อาศัยของเก่ามาทำให้ใหม่เพราะคนฉลาด แล้วมีอะไรของใหม่บ้างโยม มีใหม่ไหม? เสื้อผ้าก็ปีเก่า สตังค์ก็ของปีเก่า สตังค์ปีใหม่ก็ยังไม่ได้โยม อะไรล่ะที่ไม่ใช่ปีเก่าโยม เสื้อผ้า หยูกยารักษาโรค พ่อ แม่ พี่น้อง คนปีที่แล้วทั้งนั้นเลยแต่มาเจอกันปีใหม่ มาเจอกันปีใหม่ก็คือปีที่เริ่มต้นใหม่ เรียกว่าวิวัฒนาการใหม่ เพียงแต่ว่าเรามานับวันใหม่ว่าวันนี้วันที่ ๑ มกราคม ก็มาเรียกว่าเราคนปีใหม่ของปีใหม่ แต่ที่จริงมันของปีที่แล้วทั้งหมด แต่เรามาสมมติใช้กันปีใหม่ และปีใหม่ปีนี้ก็จะเป็นพื้นฐานที่ดีไปสู่ปีหน้าโน้นอีก เพราะว่าความดีที่เราทำดีมาตั้งแต่ปีที่แล้วน่ะโยม เช่นทำมาหากินสร้างตนเป็นคนฉลาดมานี่ก็อาศัยปีที่แล้วนั้นดี ปีใหม่นี้เราจึงได้มาทำดีได้ ถ้าปีที่แล้วไม่ดีจะมาเริ่มต้นที่ดียาก ถ้าปีที่แล้วดีปีนี้ก็ดี ผู้ที่อยู่ในโลกนี้ท่านบอกว่าต้องใช้ปัญญา ปัญญานี้เป็นสิ่งที่นำมาทุกอย่าง เขาบอกว่าทรัพย์กับปัญญาอันไหนประเสริฐกว่ากัน? ถ้าทางพระท่านบอกว่า ปัญญาประเสริฐกว่าทรัพย์ แต่คนที่ไปถือว่าทรัพย์ประเสริฐกว่าปัญญานั้นหมายถึงคนโง่ มีพี่ มีน้อง มีเพื่อนก็ถูกทำลายหมดเพราะไปบูชาทรัพย์มากกว่าปัญญา ทำลายความดีหมด แต่ถ้าคนเราบูชาความดีมากกว่าทรัพย์จะไม่ทำลาย จะมองเห็นคุณค่าของคนเก่า เช่นพ่อแม่ท่านให้ชีวิตเรามา พี่น้องเป็นคนให้ความร่มเย็นเรามา และคนที่มีบุญคุณต่อเรานี้เราจะมองด้วยปัญญาว่าเป็นบุคคลผู้ให้แก่เรา ประเสริฐกว่าเงินทอง หาซื้อด้วยเงินทองไม่ได้ เขาก็เลยไม่ทำลายปัญญา ฉะนั้นเราต้องแยกแยะว่าโลกปัจจุบันทุกวันนี้ต้องการคนฉลาด ต้องการคนมีปัญญา จึงจะดำรงคงชีวิตให้อยู่อย่างมีความสุขได้ แต่ถ้าเรามาบูชาทรัพย์ประเสริฐกว่าปัญญา คนเราก็จะมาทะเลาะกันเหมือนกับทุกวันนี้ ทุกวันนี้ที่เราแย่งกันเพราะว่าเราแย่งทรัพย์ แย่งกันเป็นใหญ่เป็นโต แย่งกันทำมาหากิน คนนั้นก็จะเอานั่น คนนี้ก็จะเอานี่ ที่เรามีปัญหากันในโลกทุกวันนี้เพราะคนขาดปัญญา นับถือทรัพย์มากกว่าปัญญา แต่ถ้าคนในโลกนี้นับถือปัญญามากกว่าทรัพย์ถือว่าเป็นโลกสันติสุข คนจะไม่ทะเลาะกันเลย หมือนกับคนที่เขาด่าเรา เราก็ใช้ปัญญาพิจารณาว่า เอ๊ะ! เขาด่าที่ปากเขานี่ โอ๊ะ! ปากเขาเสียนี่ เขาด่าที่ปากเขาแล้วเราเสียหรือยังŽ ถ้าเราใช้ปัญญา เอาหูฟังเอาใจคิดว่า ใช่! ถ้าเขาด่าคำที่สอง เขาก็เสียมากขึ้นอีก ถ้าเขาด่าคำว่าสัตว์ สัตว์ก็มากที่ปากเขา ถ้าด่าคำว่าเลว ก็เลวมากที่ปากเขาŽ ที่ว่าปากเขาเลวยังไม่เลวเท่ากับใจของเขา แสดงว่าเขาคิดเลวมานานแล้วเขาจึงได้ด่า คนมีปัญญาปุ๊ป! ไม่รู้จะโกรธตรงไหนž กลายเป็นว่าเขาสิน่าสงสาร ที่เขาด่าไม่ดีนั้นมันไม่ดีที่ใจเขา แล้วมันก็อยู่ตรงปากเขานั่นเอง ไม่ได้อยู่ตรงปากคนอื่น แล้วอย่างนี้สงบไหม? ถ้าเป็นอย่างนี้เราต้องสงบ คนที่พิจารณาว่าเขาด่าตัวเขาเองเราจะต้องสงบ เพราะรู้แล้วว่าที่เขาด่านั้นมันอยู่ที่ปากเขา มันออกมาไม่ถึงปากเรา แต่ถ้าเราด่าตอบสิ! นั่นแหละไอ้ตัวโง่ก็อยู่ที่ปากเรา อยู่ที่ใจเรา..เราก็ด่าตอบ ไอ้ตัวไม่ดีมันก็ออกไปจากปากเราอีก แสดงว่าเราก็เลยไม่ดีเหมือนกับเขาŽ ถ้าคนเรามีปัญญาอยู่กันอย่างนี้แล้ว ก็มองเห็นเลยว่า สิ่งที่ไม่ดีนั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวเรา อยู่ที่คนให้ร้ายเอง อยู่ที่คนคิดร้ายเอง พระพุทธเจ้าท่านจึงได้ถือขันติบารมี ใครจะมาทำอะไรพระองค์ก็ขันติบารมีแต่ขันติพระพุทธองค์ทำให้ทุกคนแพ้ภัยในความอดทนของพระองค์แพ้ภัยที่พระพุทธเจ้าทรงเมตตา พระพุทธเจ้าไม่ต้องมีอาวุธเลย ใช้ปัญญาวุธรบกับมาร ไม่ต้องมีหอกไม่ต้องมีธนู ไม่ต้องมีปืนผาหน้าไม้พระพุทธเจ้าใช้ปัญญารบกับมาร ก็คือใช้พิจารณาว่า เขาด่าเขานะเพราะอยู่ที่ปากเขาŽ พระอานนท์ทูลบอกพระพุทธเจ้าว่า หนีเถอะพระองค์ เขาด่ามากมายเหลือเกิน เขาด่าว่าไอ้อูฐ ไอ้ลา ไอ้โง่ ไอ้แกะŽ พระพุทธเจ้าบอกว่า อย่าหนีเขาเลย เขาด่าที่ไหนก็อยู่ที่นั้นแหละ มันไม่มีในตัวเรา แล้วจะไปโกรธเขาทำไม เวลาเขาด่าอานนท์ก็ห่อไว้ซิ มัดใส่ชายจีวร ใส่สบงไว้ซิ เขาด่าไอ้อูฐก็มัดอูฐไว้ ด่าไอ้ลาก็มัดลาไว้Ž พอใครด่ามาพระอานนท์ก็มัดหมดเลย จนไม่มีสบงจีวรจะมัดเพราะคนเขาด่าเยอะ ผลที่สุดพอมานั่งร่วมกับพระพุทธเจ้า พระองค์ถามพระอานนท์ว่า อานนท์แก้ดูหน่อยซิ อูฐอยู่ที่ไหน ลาอยู่ที่ไหนŽ พอพระอานนท์แก้มัดดูก็ไม่มีอะไร พระพุทธองค์จึงบอกว่า นั่นแหละอานนท์ ไม่มีอะไรเลยŽ ผลที่สุดพวกที่ด่ารับกรรมหมดเลย เพราะเขาด่าพระพุทธเจ้าฉะนั้นสองพันกว่าปีมานี่พระพุทธเจ้าสอนอะไร? สอนคนให้ฉลาด สอนคนให้ใช้ปัญญา ที่เขาด่าแล้วเราไม่โกรธนั่นแหละคนฉลาด ในเมื่อเขาด่าเราไม่โกรธ แล้วพิจารณาว่ามันไม่ดีอยู่ที่ปากเขา ต่อไปเราจะไม่ด่าใคร แต่ถ้าคนที่ด่าเราเกิดมีปัญญาอย่างเรา เขาก็ไม่ด่าเราอีก เพราะรู้ว่าด่าตัวเขาเอง เขาแช่งตัวเขาเอง เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้ว จึงว่าเมื่อคนเริ่มใช้ปัญญามากขึ้นก็จะไม่มีคนตบตีกัน ด่าว่ากัน ให้ร้ายกัน เพราะรู้แล้วว่าทำอะไรนี่มันทุกข์แก้ตัวเองเพราะมีปัญญามากขึ้น ทุกวันที่เราด่ากันทะเลาะกันเบียดเบียนกันทุกวันนี้เพราะคนเรายังขาดปัญญา ..เอาเถอะเหมือนอย่างแม่โกรธลูกอยากจะด่าลูก อยากจะตีลูก ถ้าแม่มีสติปัญญาปุ๊บ! ก็จะระงับได้ ออ! ลูกเขาไม่รู้เรื่องอะไรแล้วเราจะไปตีไปด่ามันได้อย่างไรž ลูกก็ต้องรับแต่สิ่งที่ไม่ดีที่แม่ให้สิ ทั้งๆ ที่ความผิดของลูกไม่ถึงกับน่าทุบตีเลยเพราะลูกเราเป็นที่รักของเรา แต่เวลาโกรธเราห้ามไม่อยู่ เราทุบตีด่าเขานี่ พอทุบตีด่าเขาแล้วก็กลับมาคิดได้ แหม! ไม่น่าตีลูก ไม่น่าด่าลูกž กลับมาขอโทษลูกอีกกลัวลูกจะเสียหาย แสดงว่าถ้าพ่อแม่มีปัญญาก็จะด่าลูกไม่ได้ ตีลูกไม่ได้ ฉะนั้นสมัยนี้จึงว่าเราต้องใช้ปัญญาวุธ ปัญญาเป็นอันอาวุธ จึงว่าปัญญาประเสริฐกว่าทรัพย์ คนจะมีเงินสักร้อยล้านพันล้านก็สู้คนมีปัญญาไม่ได้ บ้านเมืองไหนถ้าคนมีปัญญาบ้านเมืองนั้นเจริญ ถ้าบ้านไหนเมืองไหนมีคนโง่นะ ใช้เงินอย่างเดียว ใช้เป็นอย่างเดียว อยากจะได้เงิน มีเงินเป็นใหญ่ ฉันถือว่าเงินดีที่สุดในโลก ซื้ออะไรได้ทุกอย่าง ถ้ามีคนอย่างนี้เต็มแผ่นดินเรานะ ไม่ช้าเมืองไทยเราก็ล้มสลาย ประเทศนั้นก็ล้มสลายเพราะคนโง่มาก คิดว่าเงินเป็นใหญ่ ต้องคิดว่าปัญญานี้สำคัญ เหมือนคนมาจากเมืองจีนสมัยก่อน ไม่มีอะไรเลย มีแต่มันสมองมา คนไทยเป็นเจ้าของแผ่นดิน คนจีนไม่มีอะไรเลย เสื่อผืนหมอนใบ แต่ใช้สติปัญญาขยันหมั่นเพียรทำมาหากิน เป็นคนรวยได้ เป็นเจ้าของตลาดได้ เพราะอะไร? เพราะมีปัญญา เราไม่ต้องมีปัญญาถึงกับร่ำรวยขนาดนั้นหรอก ปัญญาแค่เราอยู่ด้วยกันเราไม่ด่าเขา หรือรู้ว่าด่าเขาไม่ดีนี่ถือว่าใช้ได้แล้ว แล้วเวลาเขาด่าเรามาแบบหยาบๆ คายๆ เราไม่โกรธ อภัยให้เขาด้วยปัญญาว่าเขาทุกข์ เขาไม่ดีที่ปากเขาน่าสงสาร แค่สังคมอย่างนี้ยอมรับด้วยปัญญาอย่างนี้แล้วโลกก็สงบ โยมลองคิดซิ! สมมติว่าถ้ามีคนตามนินทาคน ไปอยู่ที่ไหนก็พูดแต่เรื่องนินทาคน พูดให้ร้ายคน พูดเสียดสีคน แล้วถ้าเราไม่มีปัญญาก็จะคล้อยตาม มันสนุกไปด้วย ติคน ว่าคนรู้สึกว่ามันสนุก แต่พอเรามามีปัญญาปุ๊บ! ว่า เออ..ถ้าเราถูกนินทาล่ะ เราถูกให้ร้ายล่ะ เราเป็นเจ้าทุกข์ล่ะ พอเรารู้ว่าเขาด่าเรา เขาให้ร้ายเรา เขานินทาเรา เราจะชอบไหม? เราจะสบายใจไหม เราจะนอนหลับไหม คนที่เขานินทาเราทุกวันให้ร้ายเราทุกวัน จะรู้สึกสะเทืองใจว่าไม่ชอบนะ เราก็ไม่ชอบ ใครนินทาเราก็ไม่ชอบž แสดงว่าถ้าหากเรานินทาคนอื่น คนที่เรานินทาเขารู้เรื่องเขาก็ไม่ชอบตัวเรา ถ้าเรามีปัญญาก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นเราก็นินทาใครไม่ได้ เพราะว่าเขาไม่ชอบ เราก็ไม่ชอบ ถ้าเกิดเขาชมเราล่ะ พอเราได้ยินว่าเขาชมเราก็รู้สึกว่าเรามีความสุขมากเลย ชมนี่อิ่มยิ่งกว่ากินข้าวอีกรู้ว่าเขาว่าเราดี เมื่อรู้ว่าเขาชมเราดีก็รู้สึกว่าเราชอบ เราก็รู้ว่า อ๋อ..คนเราถ้าเราชมเขา เขาก็มีความสุขอย่างนี้ž พระพุทธเจ้าท่านบอกอย่างนี้เพราะต้องการให้เรามีปัญญา ให้รู้ใจเขา มาใส่ใจเราว่า เราว่าเขา นินทาเขา เขาก็ทุกข์เหมือนกับเขาว่าเรา เราชมเชยเขา เขาก็สุขเหมือนที่เราถูกชมเชยž โลกนี้จึงอยู่ด้วยการเห็นใจกัน คนจะลดคำหยาบคาย คำเสียดสี คำนินทาให้ร้าย คำพูดหลอกลวงให้กันเสียใจ ถ้าปีใหม่เราลดสิ่งนี้ได้นะ เราใช้ปัญญาแค่มีกุศลกรรมบถ ๑๐ ปีใหม่นี้ถือว่าเจริญ คนนั้นจะโชคดี ๑. ไม่ฆ่าสัตว์ ๒. ไม่ลักโขมยของเขา ๓. ไม่ผิดกาเมฯ (เว้นจากการประพฤติผิดในกาม) ๔. ไม่พูดเท็จ ๕. ไม่พูดส่อเสียด ๖. ไม่พูดคำหยาบ ๗. ไม่พูดเพ้อเจ้อ ๘. ไม่โลภอยากได้ของเขา ๙. ไม่พยาบาทปองร้าย อภัยให้คนอื่น ๑๐. เห็นชอบตามธรรมนองคลองธรม ถือว่าทำความดีต้องได้ดีแก่เรา การเมตตา การอภัยถือว่าเป็นสิ่งประเสริฐ ถ้าปีนี้คนเราเตรียมธรรมะไว้ใช้ในครอบครัว ทุกคนอาตมาว่าปีนี้ปีที่ดี ถ้าทุกคนคิดว่าปีนี้รวย แต่ว่ารวยอย่างเดียวแล้วไม่มีศีลธรรมแล้วมันจะมีความสุขเหรอ ใช่ไหม? เรามีเงิน มีบ้านใหญ่ บ้านโต แต่เราทะเลาะกันทุกวัน แล้วเราจะมีความสุขไหม เราไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน เราระแวงสงสัย มันก็ไม่มีความสุข เราจะหวังเราอย่างเดียวก็ไม่ได้ เราต้องมีธรรมะไว้ในครอบครัวด้วย เงินทองอย่างเดียวไม่ได้นะ ต้องใช้ปัญญา ฉะนั้นอาตมาจึงหวังว่าปีนี้คงจะมีคนใช้ศีลธรรมเข้าไปบริหารบ้านเมือง เข้าไปบริหารครอบครัวให้มีหลักธรรม ให้เข้าถึงกุศลกรรมบถ ๑๐ ก็พอแล้วโยม จะเป็นนายก เป็นรัฐมนตรี เป็นอธิบดี เป็นพ่อแม่คน ขอให้มีกุศลกรรมบถ ๑๐ อาตมาถือว่าปีนี้ปีเจริญ ปีแห่งปัญญา ถ้าจะเอาแต่เงินทองว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยรุ่งเรืองร่ำรวยกันทั่วหน้าทั่วตา มีหรือคนเราถ้าโลภแล้วจะเป็นคนดีได้ทุกคน โลภมากๆ อาจจะเบียดเบียนคนอื่นมาก็ได้ อาจจะไปเอาสิ่งที่คนอื่นเขาเดือดร้อนมาก็ได้ บางที่เรารวยอาจจะไปเอาสิ่งที่คนอื่นเขาไม่มีก็ได้ เช่นไปฟ้องยึดบ้านยึดช่อง ที่ดินที่ดอนคนอื่นเขา เรารวยแต่เขาหมดตัว เราได้จริง เรามากินอิ่มสุขสบาย แต่ที่จริงพวกนั้นไม่มีบ้านอยู่เลย ระเหเร่ร่อนเลย ใช่..ปีนี้ถ้าคนรวยแบบนี้ คนอีกส่วนหนึ่งก็ไม่มีความสุข ฉะนั้นทำอย่างไรคนเราเมื่อรวยแล้วทุกคนมีคุณธรรม มีศีลธรรม ก็จะไปมองย้อนว่าคนที่เดือดร้อนนี้ ถ้าเราให้เขาจะมีความสุข เราให้ทานเราจะมีความสุข เรารู้จักไปให้คนที่เขาเดือดร้อน ที่ตกทุกข์ได้ยาก แล้วเราจะมีความสุขมากเลย ความสุขที่เราคิดนี้ไม่ใช่สุขเพราะรวยเงิน สุขเพราะการให้ ได้ไปทำบุญทำทาน ให้แก่คนน้ำท่วม ไฟไหม้ คนอดอยากยากจนกลับมีความสุข เผลอๆ ความสุขมันได้ตรงนี้เอง ความที่ได้จากการเสียสละ จากการให้ นี่สุขด้วยปัญญา...เราก็ดีใจนะว่าเออ..ปีใหม่ก็จะเปลี่ยนจิตใจคน เปลี่ยนคนโง่ให้เป็นคนฉลาด คนที่ทุกข์ก็ให้พ้นทุกข์ คนที่ไม่มีบุญก็มีบุญ คนไม่วาสนาก็จะได้มีวาสนา คนไม่มีโอกาสก็จะได้มีโอกาส ได้พัฒนาตนเองปีนี้ ไม่ใช่ปีใหม่แล้วยังไม่ส่างเมา นี่ตายเลยโยมยังถอนไม่ขึ้น ยังลุกไม่ขึ้น ปีใหม่ไปนอนอยู่โรงพยาบาลจะทำไงโยม ซิ่งจัดต้องไปนอนโรงพยาบาล ปีใหม่ไชโยไม่ออกเลยใช่ไหม? เผลอๆ ปีหน้ายังไม่หายเลย พอปีนี้เจออุบัติเหตุ เพราะเมาแล้วขับรถอุบัติเหตุ ปีนึงยังไม่ได้อะไรเลยมีแต่เสียเงินหมด ถ้าเบิกเงินคืนไม่ได้ยิ่งเดือดร้อนลูกเมีย แต่ถ้าเรามีปัญญา ก็ไม่เป็นอย่างนั้นเพราะไม่ประมาท อย่านี้โยมรอดพ้นแล้ว ปีใหม่นี้โยมรอดพ้นแล้ว มาวัดได้ยิ้มแยัมแจ่มใสได้ ได้ถือว่าเป็นปีแห่งความโชคดีที่เราไม่มีทุกข์ ไม่มีเคราะห์ ไม่มีเวรอะไร เท่ากับเราพ้นเคราะห์ พ้นทุกข์พ้นโศกได้ มาถึงวัดมาตักบาตรทำบุญได้ นี่ก็ถือว่าโชคดี อย่างนี้ก็พอแล้วโยม... ไม่ใช่ปีใหม่แล้วไปฉลองผิดๆ นะ แหม! ปีใหม่ทั้งทีขอซื้อสักงวด กะจะรวยเลยปีนี้ ใต้ดินบนดินซื้อใหญ่ หมดเลยคราวนี้ ถ้าปีนี้ไปเริ่มต้นแบบนี้ แล้วซื้อตลอดปี หมดตัวเลยคราวนี้ ปีนี้ต้องเก็บเงินเก็บเงินไว้สักก้อนหนึ่งปีหน้าจะได้รวยกว่านี้ ปีนี้ได้หมื่นปีหน้าเอาสองหมื่น กะว่าเก็บเงินไว้สักก้อนหนึ่งปีหนึ่งก็รวยทีหนึ่ง เอ๊ะ! เรามันรวยทุกปีนี่ ใช่ไหม? กลายเป็นว่าเป็นคนรวยทุกปี ปีที่แล้วเก็บเงินได้หมื่นปีนี้เก็บได้สองหมื่น ก็รวยทุกปีเลย..ดีใจไหมโยม? ถ้าปีที่แล้วก็หมดไปหมื่น ปีนี้หมดไปอีกสองหมื่นเป็นหนี้เขาอีกแล้ว ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่หมดอีก ต้องเป็นหนี้เขาอย่างนี้แล้วจนทุกปีก็แย่เลย ถ้าปีใหม่บ่อยๆ เราก็จนหมด เขาเรียกว่าปีแห่งไม่มีปัญญา เก่าก็ไม่ฉลาด ใหม่ก็ไม่ฉลาด ก็ต้องเก็บไว้ให้ได้ทุกปีซิโยมปีใหม่ต้องมีเงินเหลือทุกปีนะ อาตมาว่าทุกคนจะดีใจ ถ้าปีใหม่ใช้หมดเกลี้ยงไม่มีเหลืออย่างนี้ แล้วจะดีใจได้อย่างไร ส่างเมาขึ้นมาก็หมดตัวเลยคราวนี้ ต้องอดมื้อกินมื้อไปถึงเดือนหน้าโน้นแน่ะ คนที่จะโชคดีปีใหม่คือจะต้องเก็บเงินไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว วันนี้มีเงินเหลือนี่แหละโชคดี สรุปแล้วคนที่โชคดีวันนี้คือใคร? คือคนขายเหล้า ขายบุหรี่ คลับ บาร์ โชคดีเพราะคนเที่ยวกันเยอะใช่ใหม? คนไปหาโรคเอดส์กันเยอะ ใช่ไหม? ตายนะโยมนะ! เดี๋ยวนี้น่ากลัว ต่อไปคนเขาห้ามแต่งงาน เพราะอะไร? เพราะปีใหม่ทีโรคเอดส์มันระบาดส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ห้ามแต่งงาน เพราะอะไร? เพราะไม่ไว้ใจ ผู้ชายคนหนึ่งจะแต่งงาน..ลูกคนรวยด้วย เป็นคนมีชื่อเสียงทั้งคู่เลยโยม ก่อนจะแต่ง ๑๕ วัน ผู้ชายก็ไปตรวจร่างกาย พอหมอตรวจแล้วหมอก็บอกไม่ได้ว่าผู้ชายคนนี้เป็นเอดส์ ถ้าบอกก็พังเลย ข่าวลงหนังสือพิมพ์แล้ว ก็ต้องให้แต่งซิ! หมอก็พูดไม่ได้ เสร็จเลยเอดส์ ผู้หญิงก็ไม่รู้..เป็นอย่างไรโยมสมัยใหม่ เอดส์นี่มันสมัยใหม่นะ มันไฮเทคนะ ตามคลับ ตามบาร์มันไปรอต้อนรับอยู่ที่โน้นแหละโยม ตามทุ่งไร่ทุ่งนามันไม่อยู่หรอกเอดส์มันกลัว โน้นมันไปดักคอยอยู่ที่พัฒน์พงษ์โน้น.. มาเถอะหนุ่มสมัยใหม่ สาวสมัยใหม่ ฉันต้อนรับอยู่นี่ เอดส์อยู่นี่Ž ปีใหม่อย่างนี้เสร็จเลยโยม ไม่ดีใช่ไหม? คนไม่เมานี่ดีที่สุด คนไม่เมาถือว่านำหน้าเอดส์อีก เอดส์ยังทันสมัยไม่ถึงเลย เพราะคนไม่กินเหล้าเอดส์สมัยใหม่ไม่ทัน เอดส์มันสมัยใหม่ มันไฮเทคแต่คนไม่กินเหล้าไฮเทคกว่า เพราะเอดส์มันตาย ไม่กินเหล้า ไม่เจ้าชู้เอดส์มันกลัว ทำไมอาตมาถึงต้องพูดเรื่องนี้ ถ้าไม่พูดเรื่องนี้ เดี๋ยวจะไม่มีใครมาวัด ที่พูดนี่พูดให้โยมกลัวนะ ไม่ได้พูดให้โยมสนุกหรอก มันเป็นกรรมนะคนสมัยนี้ มาหาวัดศีลธรรมนี่ไม่เป็นเอดส์โยม ปีใหม่อย่าไปเมา ปีใหม่อย่าไปเที่ยว ต่อไปคนเราจะสำรวมดีขึ้นเพราะกลัวโรคภัยไข้เจ็บ โรคภัยไข้เจ็บนี่มันสอนคนนะ สอนคนให้คิดว่าทำบุญเท่านั้นที่จะรอดพ้น ทำบุญกุศลสวดมนต์ภาวนานะไม่มีโรค จะพ้นทุกข์พ้นโศกไปได้ เอาละวันนี้ขอให้ญาติโยมทุกคนที่ตั้งใจมารับพรปีใหม่ พรที่ดีก็มีพระรัตนตรัย ที่จะเป็นเครื่องคุ้มครองปกปักรักษาญาติโยม ก็ขอให้ญาติโยมและครอบครัวเป็นสุข มีความรักความสามัคคี อบอุ่นในครอบครัว เห็นอกเห็นใจ ขอให้ทุกคนมีความสุขในครอบครัว และก็ให้มีความเจริญในหน้าที่การงาน ให้เจริญยิ่งๆ ขึ้น ไปตลอดปี ๒๕๓๘ นี้ ก็ขอให้ทุกคนมีความสุข ความเจริญในหน้าที่การงานและครอบครัวตลอดปี...