เตรียมใจไว้ก่อน เตรียมใจไว้ก่อน

           นั่งตามสบาย นั่งสมาธิฟังธรรมก็ได้ นั่งเท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาวางลงบนมือซ้าย หัวแม่มือชนกัน หายใจให้สบาย หายใจลึกๆ สักสามสี่ครั้ง ก็ปล่อยลมให้สบาย จับลมหายใจเข้าออกไว้ที่สองช่องจมูก หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ ภาวนาอะไรก็ได้ที่เราได้ศึกษาหรือปฏิบัติมา ตามแต่ครูบาอาจารย์แนะนำ ถ้าไม่มีอะไรเราก็ดูลมหายใจของเราดูใจของเรา การที่เราได้มาวัด มาตักบาตรทำบุญ มารักษาศีล เจริญภาวนาให้ใจของเราสงบ หรือว่าให้ใจของเรามีความว่างจากภาระหน้าที่การงาน ซึ่งเป็นภาระที่เรามีอยู่ ที่เราห่วงเรากังวล เราต้องการมาวัดเพื่อจะทำใจของเราให้สงบ เพื่อปล่อยวางความวุ่นวายต่างๆ เรื่องของปัญหาหัวใจ ถึงปัญหาของเราจะมีไม่มาก แต่ทุกคนก็มีปัญหา ที่จะต้องทำอยู่ทุกวัน แก้อยู่ทุกวัน อย่างน้อยปัญหาตัวเรา ปัญหาเดิน ปัญหานั่ง ปัญหานอน ปัญหาของความนึกคิด ปัญหาจากการรับผิดชอบดูแลรักษา ให้คนอื่นได้รับความสะดวกสบายจากตัวเรา นี่ก็เป็นภารที่ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่พ้น ยิ่งอยู่นานวันเท่าไร รู้ว่าภาระมันก็ยิ่งมากขึ้นในหัวใจเราเท่านั้นไม่ต่างกับสมภารเจ้าวัดมาอยู่วัดใหม่ๆ ไม่มีอะไรก็ไม่มีภาระ ถ้าอยู่นานไปภาระก็เพิ่มมากขึ้นๆ ปัญหาปกครองหมู่คณะ ปัญหาก่อสร้าง ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นภาระ ถ้าเราทำใจไม่ได้ ก็จะเป็นคนกังวลไม่สามารถที่จะทำใจให้สบายได้ คนที่มีครอบครัวก็เป็นเช่นเดียวกัน เมื่อตอนเป็นเด็กๆ ก็ไม่มีภาระอะไร พอโตเป็นหนุ่มเป็นสาวมีครอบครัว ภาระก็ตามมามากขึ้นๆ จนไม่รู้ว่าเหตุมันอยู่ที่ไหน จับต้นชนปลายไม่ถูกว่ามันทุกข์เพราะเรื่องอะไร ใครเป็นคนทำให้เราวุ่นวาย จนเราต้องไปโทษคนโน้นไม่ดีคนนี้ไม่ดี คนโน้นทำให้เราวุ่นวาย คนนี้ทำให้เราวุ่นวาย แต่ที่จริงแล้วก็ปัญหาตัวเรานั่นเอง

          เหมือนกับพวกพวกปลานั่นแหละ ที่มันว่ายไปติดเหยื่อหรือว่ามันว่ายไปติดข่าย มันก็ไปโทษว่าข่ายดักมัน เบ็ดเกี่ยวมัน มันก็ไปด่าไปบ่นว่าตาข่าย ว่าคนไปดัก ถ้าไม่ไปดักเราก็ไม่ไปติด เบ็ดถ้าคนไม่มาล่อเราก็คงไม่ไปติด เราก็ไปโทษตาข่ายและเบ็ด พวกเครื่องดัก แท้ที่จริงเราก็ต้องโทษว่าเรา ว่ายไม่เป็นเอง เราว่ายไปชนตาข่ายเอง เราว่ายไปติดเบ็ดเอง หรือเราวิ่งไปตกหลุมตกบ่อเอง ไปโทษหลุมโทษบ่อโทษตาข่ายไม่ได้ ใจของเราก็เช่นเดียวกันแหละอย่างไปโทษใคร พระพุทธเจ้าท่านจึงบอกให้พวกเรานี้ทำบุญ ท่านจึงบอกให้พวกเราทำบุญ ทำใจให้ดีพอใจดีแล้วก็จะเป็นเหมือนเข็มทิศนำทางไปสู่ความสงบสุขที่ใจเรา เมื่อจิตใจของเราสูงส่งก็จะพบกับสิ่งที่สูงส่ง ถ้าจิตใจของเราตกต่ำก็จะไปพบกับสิ่งที่ตกต่ำ ถ้าจิตใจของเราเลวร้าย ก็จะไปพบกับสิ่งที่เลวร้าย ถ้าจิตใจของเราประณีตที่ดีก็จะพบแต่สิ่งที่ดีงาม ที่เหมาะควรกับฐานะจิตใจของเรา ฉะนั้นการที่เรามาทำบุญ คือเราต้องการพ้นเคราะห์ พ้นโศกพ้นโรค พ้นภัย พ้นความวิบัติทั้งปวงในครอบครัวเราในตัวเรา เราต้องการหนีบาปหนีเคราะห์ หนีเวรหนีกรรมให้พ้น ไม่มีคนไหนปรารถนาที่จะทำบุญเพื่อไปหาเวรหากรรมหาเคราะห์หาโศกหาโรคหาภัยใส่ตัวเราเลย ถึงคนไม่ทำก็ไม่อยากเป็นอย่างนั้น ก็อยากจะอยู่ในฐานะที่มีความสุขกายสบายใจ อยากสมหวังในชีวิต อยากมีความสุขในชีวิต ชีวิตนี้อยากให้มันเป็นเหมือนกับปูไว้เลย เดินไม่มีขวากหนามเลย แต่ทุกคนทำไม่ได้ ปรารถนาไม่ได้ เพราะชีวิตเราขึ้นอยู่กับความทุกข์ ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็เป็นเรื่องของความทุกข์ทั้งหมด จะได้อะไรมามันก็เป็นเรื่องทุกทั้งหมด เพราะเพียงบำบัดชั่วครู่ชั่วยาม เพราะเราจะต้องรักษา เราจะต้องดูแล เราจะต้องหวงแหน มันเป็นภาระไปหมดทุกอย่าง ถ้าเราดูกันให้ละเอียดละออแล้ว ทุกเราได้อะไรมามันเป็นความทุกข์ทั้งหมด มันสุขแค่เราลืมหลงเพียงเดี๋ยวเดียวเท่านั้น แต่ทุกสิ่งทุกสิ่งทุกอย่างเราต้องรักษา เหมือนเราได้บ้านใหม่เราก็ต้องรักษา ได้เสื้อผ้ามาต้องรักษา ได้รถได้ ลาขี่ก็ต้องรักษามัน ได้อะไรทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องรักษา แม้แต่ได้ลูกได้หลาน ได้สามีภรรยา ได้เงินได้ทองมา ทุกอย่างก็ต้องเป็นห่วง เป็นสิ่งที่เราจะต้องรักษาไว้ให้ดี ถ้าไม่ดีเราก็เสียดายอีก 
ฉะนั้นธรรมะการสอนของพระพุทธเจ้า จึงว่าเมื่อเรามาทำบุญเราต้องการให้มันพ้นทุกข์ทางใจ พ้นเคราะห์ทางใจ พ้นโศกทางใจ พ้นโรคทางใจ ทำบุญแล้วหนีเวรหนีกรรม คือหนีอย่างไรได้? ท่านบอกว่าเมื่อเราทำมากๆ แล้วจิตใจมัน ค่อยๆ เขยิบฐานะพ้นไปทีละน้อยๆ เรียกว่าบุญเป็นผู้นำพาไปสู่ความดี ไปสู่ทางสว่างเรียกว่าเมื่อเราทุกข์มากๆ แล้ว มัจจุราชก็ตามเราไม่ได้ มัจจุราชคือความตายก็ตามเราไม่เห็น ตามเราไม่ถึง ตามเราไม่ทัน แต่ถ้าคนเราไม่ทำบุญก็หนีไม่พ้น หนีเคราะห์ หนีโศก หนีโรคหนีภัย หนีแก หนีเจ็บ หนีตาย หนีความพลัดพรากจากของรักหนีไม่พ้น บุญที่เราทำไว้จะไม่เป็นเครื่องกำจัดขีดขวางชีวิตตัวเอง บาปกรรมที่คนเราทำทำไว้จะเป็นเครื่องขัดขวางชีวิตของตัวเองไม่ให้ราบรื่นไม่ให้พบความสุข ไม่ให้พบความสมหวัง ฉะนั้นเราทำบุญจึงหนีบาปหนีเวรกรรมได้ไม่พ้น ถ้าเราไม่ทำเราก็จะเวียนกันมารับบาป รับกรรม รับเวร รับเคราะห์ รับโศก รักโรค รับภัย รับที่มนุษย์เขาเป็นอยู่ มนุษย์เขาเป็นอะไรกันเราก็จะต้องเป็นอย่างนั้น 

          ฉะนั้นธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เราต้องพยายามประพฤติปฏิบัติ เพื่อจะได้หนีทุกข์ทั้งปวง เพื่อหนีความทุกข์ความโศกพวกนี้ให้พ้นเคราะห์ พ้นเวร พ้นกรรม ไม่สามารถที่จะตามลบล้างหรือตามผจญเราได้เราจะหนีได้ก็หนีได้ในชาตินี้ ชาตินี่เรายังไม่รู้ว่าจะมาเกิดเป็นอะไรแต่ชาตินี้เรารู้ว่าเราเกิดเป็นมนุษย์ที่มีสติดีมีปัญญาดีมีความรู้ความสามารถที่จะบำเพ็ญตนให้เกิดประโยชน์ต่อพุทธศาสนาหรือบำเพ็ญตนให้เกิดศีลเกิดธรรมในตัวเรา ถ้าหาไม่แล้วคนเราหนีไม่ทันเลยสักคนเดียว บุญจะหนีความตายพ้นหนีพระยามัจจุราชเขาบอกว่าพระยามัจจุราชตามไม่พบผู้ที่ตัดโลภโกรธหลง ถ้าคนเรามีความโลภมากโกรธมาก หลงมาก พระยามัจจุราช (ความตาย) ก็มองเห็นอยู่ทุกเวลาฉะนั้นจึงว่าเราจะจึงต้องมาฝึกศีลสมาธิกันตรงนี้ที่ใจเรา พยายามเข้ามาหาธรรมะ มาฝึกจิตใจของเราให้สงบให้รู้จักหลีกเลี่ยงในทางที่ไม่ถูกต้อง ในเมื่อเราทำจิตใจให้ดีได้แล้วเราก็จะพ้นทุกข์ พ้นโศก พ้นโรค พ้นภัยพ้นเคราะห์ที่เราทุกคนอยากสะเดาะเคราะห์อยากจะต่อชะตาให้อายุตัวเองยืนๆ ตายก็ขอให้ตายง่ายๆ ไม่เจ็บไม่ไข้นอนหลับตายไปเลย ไม่อยากทรมานในชีวิตนี้ ทุกคนก็ปรารถนาดีทุกคนแต่ทุกคนก็ไม่สมหวังเพราะคนเราทำกรรมต่างกัน กายกรรม สงบกายให้เรียบร้อยต่างกัน วจีกรรม พูดจาให้เป็นระเบียบ เป็นธรรมวินัย หรือพูดให้มีศีลธรรมต่างกัน มโนกรรมทุกคนรู้จักความสงบน้อยไป หรือบางคนอาจจะไม่รู้จักความสงบเลยตรงนี้แหละที่ทำให้คนเรามีชีวิตทีไม่สมบูรณ์ในเมื่อเราได้ความสงบที่ดีแล้วเราทำจิตใจของเราให้เหมือนอย่างที่ พระองค์ทรงสั่งสอน ทุกคนก็จะต้องดับเป็นสุข แม้จะอย่างเป็นมนุษย์ ก็จะอยู่อย่างสงบสุข อุปสรรคคือกรรมเวรอะไรๆ มันก็เบาบาง ลดน้อยถอย จนมองเราไม่เห็นจนไม่มีสิ่งพวกนี้มาเป็นเวร มาเป็นกรรม ซึ่งตามสืบเนื่องเรา เราจะเห็นอีกหลายๆอย่างถ้าจะยกตัวอย่างในโลกปัจจุบันนี้ เราจะเห็นว่าคนที่ทำกรรมดี ก็มีกรรมดีให้ผล ให้เขามีความสุขทั้งตัวเขาและครอบครัวเขา ชีวิตของเขา เขาก็ได้รับความภาคภูมิใจที่เขาทำของเชาไว้แต่บางคนหรือคนหลายๆคนที่ทำความทุกข์ไร้ศีบธรรมเบียดเบียนคนอื่นเขาก็ได้รับกรรมของเขา ได้รับความทุกข์อย่างแสนสาหัสก็มีมากมาย แต่ใครเล่าจะมาบอกกันได้ว่าฉันได้รับกรรม ใครจะมาบอกสิ่งที่ไม่ดีให้คนอื่นฟังให้คนอื่นรู้ ก็จะต้องบอกแต่สิ่งที่ดีๆ ทั้งๆที่จะเป็นกรราที่ทุกข์ทรมานใจแค่ไหนทุกคนก็ต้องเก็บกดไว้บางคนเก็บกดไว้ไม่อยู่ก็ต้องแสดงออกมาอย่างมากมายที่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน 
          ฉะนั้น การที่เรามาประพฤติปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นการแก้กรรม แก้ทุกข์ แก้โศก แก้โรค แก้ภัย เป็นการหนีเวรกรรมให้พ้นไปในชาตินี้ ฉะนั้นเราจึงยกจิตใจของเรา หรือว่ายกตัวของเราให้มาอยู่ในฐานะ ผู้ประพฤติธรรม ผู้ปฏิบัติธรรมพ้นจะได้พ้นจากความเกิดที่เป็นทุกข์ ความแก่ที่ทรมานสังขารร่างกายจิตใจและความตายที่มันความพลัดพรากจากความรักความห่วงเมื่อเราได้มาปฏิบัติแล้วใจเราก็จะอยู่เหนือสิ่งพวกนี้ เราก็สามารถที่จะทำให้จิตใจของเรานี้สงบ ระงับ ดับความทุกข์ ความเร้าร้อนใจได้ แต่ถ้าเราไม่สนใจ เราจะอ่อนแอหวั่นไหว เป็นทุกข์อยู่ร่ำไปใน เมื่อเราเกิดอะไรขึ้นมา ในเมื่อเราเกิดทุกข์ขึ้นมา เกิดความไม่เที่ยงแท้แน่นอน เกิดความผิดพลาดในชีวิตขึ้นมา เราจะทำใจไม่ได้เพราะเราไม่มีศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเครื่องกั้นไว้ ฉะนั้นด้วยพุทธานุภาพ ธัมมานุภาพ สังฆานุภาพ ที่เป็นคำสอนพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ ให้เราเอาไว้เป็นเครื่องเตือน เครื่องระลึก เป็นการปฏิบัติน้อมเข้ามา เพื่อให้จิตใจของเราเป็นคนที่มีธรรมะมีกุศลคุ้มครองแล้วเราก็จะมีบุญกุศลคุ้มครองเราจะเห็นว่าการมาวัดคือเรามาสร้างบุญกุศลให้แก่ตัวเองเพื่อจะได้นำบุญกุศลไปดำเนินชีวิตให้เกิดประโยชน์เท่าที่เราจะได้ ไม่ใช่ว่าเราจะมานั่งเพียงหลับหูหลับตาโดยไม่รับรู้อะไรอย่างน้อยเราก็จะได้รู้สภาวความจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเราว่าเรานี้มีอะไรอยู่ในตัวเรา ทุกข์เท่าไร มีสุขเท่าไร มีความสงบเท่าไร ไม่มีความสงบเท่าไร ที่มันไม่สุขเพราะอะไร ที่มันทุกข์เพราะอะไร อ้อ! ที่มันทุกข์เพราะเราทำใจวุ่นวายหายความสงบไม่ได้ เพราะขาดศีลธรรม แต่ที่เรามีความสุข มีความสงบเพราะเราหาศีลธรรม หาการปฏิบัติมาใส่ใจตัวเอง เราก็ได้รับความสุข ที่เราพอที่จะหาได้ในใจเรา 
ฉะนั้นการที่ญาติโยมได้มาประพฤติปฏิบัติธรรม มาตักบาตรทำบุญ ก็เพื่อต้องการที่จะสร้างบุญกุศล เพื่อหนีความทุก ความเดือดร้อนทางกายและจิตใจ หนีเวร หนีกรรมให้มันพ้น พ้นไปตามที่พระพุทธเจ้าท่านทรงพ้น เราก็เดินตามทางท่าน พยายามประพฤติปฏิบัติไปสักวันหนึ่งเราก็จะรู้ว่าเรานั้นสามารถที่จะพ้นทุกข์ พ้นโศก พ้นโรค พ้นภัย ไปได้ในชาตินี้ เพราะอาศัยบุญที่เราได้พยายามสร้างสมอบรมไปทีละเล็ก ทีละน้อย เราก็จะภาคภูมิในชีวิตของเรา พอเข้าใจไหมโยม? ไม่เข้าใจก็นั่งสมาธิบ่อยๆ ฟังเทศน์ไม่รู้เรื่องก็หัดทำให้ปัญญาเกิด ถ้าเราฟังแล้ว เอ้..! พระเทศน์เรื่องอะไร เรื่องทุกข์ๆ สุขๆ ดิบๆ อยู่อย่างนี้เอง ไม่เห็นเทศน์เรื่องไปสวรรค์ ไปนิพพานตรงไหนได้ โยมก็เลยเมื่อย เหนื่อย รำคาญ แต่แท้ที่จริงแล้ว พระพุทธเจ้าท่านก็ต้องการให้พวกเรารู้เรื่องตัวเรานี่เอง รู้บุญในตัวเราว่าเรามาวัดมาสร้างบารมี ว่าจิตใจของเราพอดีแล้วหรือยัง เอาความพอดี เอาความดีที่เราทำ ไว้นี้ เอาไปใช้ อันนี้คือการถูกต้อง เขาเรียกว่ามาตักตวงบุญ เพราะบุญอยู่ที่ใจสงบบุญอยู่ที่ใจผ่องใส บุญอยู่ที่ใจเบิกบาน พอเราทำใจสงบ ผ่องใส เบิกบาน แล้วก็ตักตวงบุญออกไปพอ แล้วสิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องกำจัดทุกข์ทั้งปวง กำจัดภัย กำจัดเวร กำจัดศัตรู เพราะการเข้ามาถึงธรรม ธรรมะก็รักษาคุ้มครอง ผู้ประพฤติปฏิบัติ ให้อยู่เย็นเป็นสุขเหมือนกับเรา นี่งอยู่ในที่ร่ม ธรรมะก็เหมือนร่มนั่นแหละ เหมือนร่มเงาที่ดีทำให้เราเยือกเย็นไม่เร้าร้อน คนที่ไม่มีธรรมะ ก็เหมือนนั่งอยู่กลางแจ้ง ก็ทำให้ใจเดือดร้อน เป็นทุกข์กังวล เพราะไม่มีความร่มเย็นฉะนั้นเมื่อเรามีธรรมะแล้วเราก็มีความร่มเย็นในชีวิตตัวเอง ตลอดชีวิตนี้ ถ้ายังมีร่มเย็นคือธรรมะตลอดไป ก็จะได้เป็นที่พึ่ง ที่อาศัย บังทุกข์ทั้งปวงไม่ให้เข้ามาย้ำยีจิตใจของเราเราได้ ฉะนั้นจึงว่าทำไมเราจึงต่องมาวัดด้วย ทำไมเราจึงต้องมศึกษาธรรมะด้วย อยู่บ้านอย่างเดียวไม่ดีหรือ ได้ถ้าอยู่บ้านเราดีได้ ใครด่าเราไม่โกรธเลย ใครอิจฉาเราไม่อิจฉาตอบเลย ใครจะมาขโมย ใครทำอะไรให้เราเสียหาย พลัดพรากจากอะไร เราอยู่คนเดียวเราก็ไม่เสียใจเลย อย่างนั้นโยมก็มีธรรมะ ไม่ต้องมาวัดหรอกโยม ใครเอาอะไรไป ใครจะทำอะไรฉันก็เฉย นั้นคือคนมีธรรม แต่มันทำไม่ได้ 
ยิ่งมีมากก็ทุกข์มาก กังวลมาก มันห้ามใจไม่ได้ เอาล่ะ..! เอาแค่ญาติป่วยหน่อยเดียวเราก็จะตายแล้ว แค่ใครเป็นนั่นเป็นนี้เราก็เป็นทุกข์แล้ว เราอยู่คนเดียวไม่ได้ เราทำใจไม่ได้ เราจึงต้องมาหาที่พึ่งทางใจ เพื่อจะเอาไว้ระงับจิตใจของเรา ในเมื่อมีเหตุการณ์อะไรมาเราจะได้ ปล่อยวางได้ จะได้เฉยเป็น บางคนก็ปากแข็งแต่ใจไม่แข็ง ฉันไม่เห็นมีทุกข์อะไรเลย พอมีเรื่องอะไรมา อุ้ย..! อะไรๆ ก็เอาไม่อยู่เลย ทุกข์คนเดียวทั้งนั้นเลย ดังนั้นจึงว่าพระพุทธเจ้าท่านรู้ใจพวกเรา รู้ว่าคนเราที่เกิดมาในโลกนี้ ไม่มีใครหรอกทนทุกข์อยู่ได้ นอกจากผู้ประพฤติธรรมปฏิบัติธรรมที่จะพ้นจากความเสียหายไปได้ ที่จะเป็นจากสิ่งที่เราผูกพันธ์เราห่วงใย แล้วมันเสียไปต่อหน้าต่อตาแล้วเราจะวางเฉยได้ไม่มีใครทำได้ 
ฉะนั้นถ้าจะทำได้เราต้องมาประพฤติปฏิบัติ ในจิตใจของเราไว้ก่อนนั่นแหละจึงจะทำได้ ไม่ใช่ว่าฉันไม่เขาวัดหรอก ฉันไม่มีทุกข์เลย...ไม่ใช่หรอก..ไม่มีเลย ยิ่งมีเงินเป็นร้อยๆ ล้าน ก็ตทุกข์เป็นร้อยๆ ล้านพอใครมาโกงสักหมื่นสองหมื่นโอ้โฮ..นอนไม่หลับเลย 
ฉันเสียรู้คนเสียแล้วไม่น่าเลยอุตส่าห์สะสมมาเยอะแยะŽ
พอเราเสียไปเราก็เสียใจ อันไหนที่เรารักมากเราก็เสียใจมาก เราก็เป็นทุกข์มาก อันไหนที่ไม่รักก็ไม่เสียดายใช่ใหม? เช่นเสื้อผ้าที่เป็นผ้าขี้ริ้วแล้วใครจะขโมยไปไหนก็เอาไปเถอะ แต่ซื้อมาวันนี้พวกขโมยไปนี่ แหม! เสียใจจังเลยž เพราะว่าเรารักมันมาก เหมือนเราแต่งงานใหม่ แล้วแฟนมาตาย หรือว่าแฟนไปเป็นอื่น แหม! เสียดายจัง ยังอยู่ด้วยกันแป้บเดียวž ถ้าอยู่ด้วยกันจนแก่ แล้วมาตายก็คิดว่า เอ้อ..ตายก็ดีจะได้พ้นทุกข์กันไปž ไม่เสียดายแล้ว ใช่ไหม? ก็คนๆ เดียวกันนั่นแหละตอนเป็นหนุ่มๆ สาวๆ พอแต่งงานกันไม่กี่วันแล้วตาย ก็จะร้องห่มร้องไห้ แต่งงานใหม่นี่ พอสามีตายก็ร้องห่มร้องไห้ปานจะตายตาม พอตายตอนแก่ เอ้อ..ตายก็ดีจะได้ไม่มีคนขัดคอกันž นั่นแหละที่รักมากก็เป็นทุกข์มากในเวลาจากกัน ที่รักน้อยก็ไม่เป็นทุกข์อะไร             ฉะนั้นเราก็ต้องรักตัวเองแล้วก็ต้องประพฤติปฏิบัติธรรมก็ต้องเป็นอย่างนั้นทั้งนั้นแหละเหมือนเสื้อผ้าตัวไหนถ้าหากมันหายตอนที่ยังไม่เก่ามันก็ดีหน่อยเจ้าของก็คิดถึงถ้าใช้จนเก่าแล้ว ก็โยนทิ้งเลยไม่คิดถึง เราก็คิดถึงตัวใหม่ๆ ต่อไป ฉะนั้นเวลาที่พลัดพรากจากของรักที่มันกำลังใหม่ๆ ก็เสียดาย เช่นลูก หลานตายตั้งแต่เล็กๆ แทบจะตายตาม ยิ่งเป็นคนดีแล้วยิ่งเสียดายใหญ่ แต่ถ้าอยู่ด้วยกันไปนานๆ มันก็เบื่อกันไม่เสียดายฉะนั้นจึงว่าเราทำใจไม่ได้เราก็ต้องทำ มาฝึกมาปฏิบัติให้มันมั่นคงต่อศีลธรรม จะได้ไว้ช่างใจเวลามีเหตุการณ์อะไรมันเปลี่ยนแปลงในโลกนี้ เอาไว้พิจารณา เอาไว้ปลงใจเราบ้าง อย่างน้อยก็สบายใจ ทำใจได้...การที่เรามาเข้าวัด มาทำบุญ ก็คือการมาทำใจนั่นเองเพราะบุญนั้นคือจิตที่เกิดความสงบใจสงบเพราะว่าไม่ได้เอาเรื่องอะไรมาคิดไม่ได้เอาความโกรธมาคิดไม่ได้เอาความหลงความโลภมาคิด มันไม่กังวลในเรื่องราวต่างๆ ก็เรียกว่าเป็นบุญ บุญอยู่ที่ใจสบายบุญอยู่ที่ใจสงบ เมื่อเรารู้ว่าบุญอยู่ที่ใจสบายใจสงบเราก็ตั้งสติไว้ที่ใจเรา ด้วยการภาวนาว่าพุทโธไว้เป็นอารมณ์เราทำบุญก็เห็นบุญทันทีว่าบุญอยู่ที่ใจสงบ การที่เรามาเข้าวัดก็มาแสวงหาธรรมมาแสวงหาบุญก็คือมาแสวงหาความสงบใจนั่นเอง ถ้าหากเราเข้าวัดมาไม่ได้รับความสงบใจก็เท่ากับว่าเราเข้าวัดมาไม่ถูกต้องไม่ได้รับความสงบก็คือไม่ได้รับบุญออกไปฉะนั้นเราจะมาดูเราก็มาดูบุญเราจะมาฟังเราก็มาฟังบุญเราจะมาทำใจก็มาทำใจให้เป็นบุญนั่นแหละเราจึงจะได้สิ่งที่ดีเอาติดตัวติดใจไป
เพราะคนเราเกิดมามีดีกับไม่ดีเป็นของคู่กัน เรียกว่ามีทุกข์กับมีสุขเป็นของคู่กัน มีได้ก็มีเสียเป็นของคู่กันมีสมหวังกับผิดหวังเป็นของคู่กันอยู่ในตัวเรา เมื่อเรามาก็มาศึกษาสิ่งที่ดี สิ่งที่ดีจะเป็นเครื่องเตือนสติเป็นที่ระลึกกุศลที่เกิดขึ้นมาเราได้ทำดีให้แก่ตัวเองถ้าเราไม่มีโอกาสได้สร้างคุณงามความดีให้กับตนเองได้ง่ายนักส่วนมากก็จะไม่มีเวลาเข้าหาศีล ไม่มีเวลาเข้าหาธรรม ไม่มีเวลาได้เข้ามาปฏิบัติตนให้เกิดความสงบใจได้ เพราะว่าส่วนมากคนเราก็มีเรื่อง มีปัญหา มีภาระมีสิ่งที่จะชักจูงให้เราไปสู่ทางไม่สงบมากกว่าหรือไปสู่ทางโลกมากกว่าที่จะมีโอกาสเข้ามาสู่ทางธรรมฉะนั้นคนเราจึงไม่ค่อยมีที่พึ่งทางใจ บางคนใช้ชีวิตจนหมดกว่าจะมารู้ตัว ว่าทำความดีให้กับตัวเองนั้นคืออะไร ก็ใกล้เสียแล้ว ก็สายเสียแล้ว หรือมีเวลาน้อยเสียแล้วส่วนมากคนเราจะมาคิดได้ และเมื่อมีวัยมาก จึงคิดว่าที่เราทำอะไรๆ มานั้นก็ไม่ได้เป็นอะไรๆของเราเลยสักชิ้นสักอันเดียว ม้นก็หมดไปสิ้นไป กินก็หมดไปใช้ก็หมดไปชีวิตก็สิ้นเปลืองไปอย่างที่ไดม่เห็นว่าได้อะไรขึ้นมาใหม่เลย มีแต่ใช้เก่าไปทุกวัน หมดไปทุกวันและอะไรล่ะที่จะได้สบายใจได้ อะไรล่ะที่จะทำให้เราเป็นสุขใจได้ ไม่มีอะไรเลยที่ทำให้เราสบายใจได้ นอกจากศีล ทาน ภาวนา ศีล ทาน ภาวนานี้ เครื่องยึดเหนี่ยวทางใจของมนุษย์ ทางใจของทุกคนที่มองด้วยการใช้ปัญญาว่าชีวิตที่เราจะอะไรจริงๆ ได้รับความสุขจริงๆ ได้ คือการมาประพฤติปฏิบัตธรรม มาสนใจในศาสนา มาสนใจในการให้ทาน มาสนใจในการรักษาศีลและก็ลงมือปฏิบัติ ให้กาย วาจา ใจ เกิดความสงบระงับ ดับจากความวุ่นวายใจ พอเรามาลงมือปฏิบัติเข้าถึงศีลธรรม ก็รู้สึกว่าศีลธรรมนี้ทำให้เรามีความสุขมีความอบอุ่นอย่างมากมีความสบายใจอย่างมากเรามีที่พึ่งแล้วเพราะศีลธรรม แต่คนเราที่ยังไม่ได้เข้ามาหาธรรมะ ยังไม่ได้ปฏิบัติก็ยังไม่รู้เลยว่า ชีวิตเราจะได้อะไรยังมองไม่เห็นเลยว่าที่พึ่งข้างหน้าของเรานั้นเป็นใคร คืออะไรที่จะเป็นที่พึ่งของเราข้างหน้ามองไปข้างหน้ามันก็ไม่มีอะไร คนเราก็มี กินไปวันๆ หมดไปวันหนึ่ง จนหมดอายุแต่เราก็ไม่ได้อะไรวันนี้ก็หมดไป พรุ่งนี้ก็หมดไป คนเราก็อยู่ด้วยกันไม่ถึงร้อยปีก็หมดไปจนหมดแต่คุณธรรมความดีที่เราจะต้องทำนั้น ที่ปัจจุบันเราจะต้องทำให้ตัวเราให้ตัวเราได้รู้ว่าเราได้ทำความดีแล้ว ได้มีธรรมะ ได้มีการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องแล้วหาหลักชีวิตได้แล้ว อันนี้เราจึงจะเกิดความมั่นใจ เกิดความสบายใจ ที่เราได้ทำให้ตัวเอง ถ้าไปอย่างนั้นเราไม่ได้อะไรเลยนะ ชีวิตหนึ่งก็ปล่อยไปทุกวันๆ สวดมนต์ไม่เป็น นั่งสมาธิไม่เป็น ตักบาตร ทำบุญทำจิตใจไม่เป็นก็ไม่ได้อะไรเลย เพราะไม่เคยสงบใจฉะนั้นเวลาอันนิดหน่อยนี้เราควรจะฉวยโอกาสได้ปฏิบัติธรรมอย่างนี้ชีวิตเราก็ยังมีความหวังยังมีค่าว่าได้ทำความดี เพียงครั้งเดียวก็ยังได้จารึกไว้ในใจเราว่าได้ทำความดีครั้งหนึ่งๆ ถึงจะไม่ใช้เป็นการทำที่ยาวนานติดต่อกันไปเหมือนทุกวันทุกคือแต่ก็ถือว่าครั้งหนึ่งเราได้ทำดีไว้ เช่นเรามานั่งสมาธิอย่างนี้ชั่วแว๊บเดียวปล่อยใจว่างได้ ทำใจสบายได้ มันก็ถึงสวรรค์ทำทันที ถึงสวรรค์ในใจทันที ถึงนิพพานในใจทันที เป็นโอกาสเราแล้ว เป็นโชค เป็นบุญ เป็นวาสนา เป็นบารมีของพวกเราแล้วที่เราได้มีจิตใจ มีศรัทธา มีความเลื่อมใสมีความคิดดำริที่จะประพฤติปฏิบัติธรรม ที่จะขวนขวายในกองบุญ กองกุศล ให้เข้าถึงบุญ ให้เข้าถึงธรรมคือคำสอนเราก็ต้องเสียสละน้อมกายและใจของเรามาเข้าถึงวิธีการปฏิบัติธรรมสิ่งอันนี้แหละที่เราจะนำติดตัวไปนำติดใจของเราไว้คุ้มครองตัวเอง รักษาตัวเอง ปกป้องตัวเอง คุ้มภัยอันตรายแก่ตัวเองด้วยการมีธรรมะ ด้วยการปฎิธรรมะ แค่เรามีคำว่าพุทโธ มีคุณอนันตจักรวาลคำว่าพุทโธไปไหนก็มีสติ พุทโธ แปลว่าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เพราะถ้าเรารู้แล้ว เราเบิกบานแล้ว เราตื่นแล้วไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าสิ่งนี้ คนเราไม่มีความรู้ก็จะไม่เกิดความเข้าใจอะไร มันก็กลายเป็นผู้หลับ ผู้หลงผู้ไม่มีความเบิกบานใจได้ เพราะความไม่รู้ ไม่รู้แถมไปทำผิดๆ ก็มี กลับไปทำที่ผิดๆ ยิ่งผิดมากขึ้นก็ยิ่งไม่รู้มากขึ้นก็ยิ่งทำผิดมากขึ้น แต่ที่เราแสวงหาความรู้ ความรู้อยู่ที่ไหน ความรู้ก็อยู่ที่พุทโธนี่เอง พุทธะนี่เองเป็นผู้รู้รู้อะไรก็รู้เรื่องจิตใจของเรานี่เอง รู้จักละวาง รู้ทำความดี รู้จักคำว่าสงบใจ เพียงเรารู้คำว่าพุทโธ เรารู้จักคำว่าสงบใจเราก็จะทำตัวเราให้ดีได้ทันทีเพราะสิ่งที่ไม่ดีเกิดจากความไม่สงบ อยู่ที่ความคิดมากอยู่ที่ปัญหาในหัวใจเรียกว่าคนทำใจไม่ได้คนทำใจไม่ได้เป็นอย่างไรเมื่อเกิดอารมณ์อะไรขึ้นมาที่กระทบกระเทือนทางใจก็หักห้ามใจไม่ได้ เกิดความเสียใจ เกิดความคับแค้นใจ เกิดความรุ่มร้อนใจ เพราะห้ามใจไม่ได้ เมื่อเราหักห้ามใจไม่ได้เราก็ปล่อยละวางไม่เป็นจิตใจเราก็ขุ่นมัว เศร้าหมองเป็นทุกข์เกิดความอึดอัดขัดเคือง สติก็ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ไว้ได้ ก็เป็นอย่างนี้ทุกวันไป เป็นอย่างนี้ทุกคืนไป มันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมากว่าเดิม มันก็แย่ลงไปทุกวันจิตใจเราก็เสื่อมลงไปทุกวัน ไม่มีอะไรพัฒนาขึ้นเลย 

          แต่ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้านี้ เราจะไม่ตกอยู่ในฐานะนั้นจะไม่เป็นคนที่อึดอัดขัดเคือง ทำชีวิตให้เป็นคนเจ้าทุกข์ มันจะต้องแก้ที่ใจเราคือการสนใจศาสนา สนใจคำสอน สนใจในการปฏิบัติว่าเราปฏิบัติอย่างไร เดินภาวนาอย่างไร นั่งภาวนาอย่างไร กินภาวนาอย่างไร คิดโกรธโลภหลงภาวนาอย่างไร ให้รู้จักคำว่าสติ เมื่อเราฝึกตัวเองได้อย่างนี้แล้ว เราก็เริ่มควบคุมอารมณ์ ใครจะด่า ใครจะว่า ใครจะนินทา ใครจะสรรเสริญ เราก็เริ่มปลงใจ ว่ามันเป็นโลกธรรม อย่าไปถือสาหาความเขาเลย คนไม่รู้ยังมีอยู่อีกเยอะเราต้องการความรู้ เราก็ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งพวกนี้ รู้จักปล่อยวาง รู้จักเฉย มันก็สบายใจ ไม่ใช่ว่าอะไรๆ เราจะต้องรู้ไปทุกอย่างเห็นไปทุกอย่าง รับไปทุกอย่าง มันก็จะเกิดทุกข์คนเดียว สิ่งที่ไม่ควรรับเราก็ไม่รับ สิ่งที่ไม่จำเป็นเราก็ไม่ต้องดู ไม่จำเป็นต้องดูต้องรับทุกอย่าง เราก็ปล่อยวาง เมื่อเรารู้จักปล่อยวางมันก็เกิดความสบายใจ ที่ไม่ต้องไปแบกภาระจากคนอื่นมาใส่ใจ ขนมาสะสมใส่ใจเรา คนเราบางทีมันไม่เป็นอย่างนั้น มีเรื่องอะไรๆ ก็เก็บมาคิดหมด มานึกหมด สะสมไว้ในหัวใจนี้เต็มไปหมด มีเรื่องสารพัดที่จะคิดสารพัดที่จะนึกวันทั้งวันมีแต่อารมณ์วันทั้งวันมีแต่เรื่องสะสางไม่จบแต่ถ้าเรามีธรรมะเราก็จะไม่เอาเรื่องที่ไร้สาระมาสะสมไว้ในหัวใจ แต่เราต้องมีการประพฤติปฏิบัติ มีการขัดเกลา มีการสวดมนต์ภาวนา มีการทำจิตใจให้มีการละ ให้มันปลง ให้มันปล่อยอันนี้เราจะเกิดความสบายใจ เราลองปฏิบัติซิ..