ดับข้อง ไขใจ

คำถามเกี่ยวกับการเจริญสมาธิภาวนา

  1. การนั่งสมาธิภาวนาจิตจะกำหนดรู้ลมหายใจเข้า-ออก โดยหายใจเข้า "พุท" หายใจออก "โธ" โดยกำหนดรู้อยู่ทุกขณะแต่ก็ยังมีความคิดอื่นเข้ามาแทรก ควรทำอย่างไร
  2. การกำหนดรู้ตนเอง คือ ธรรมะแล้วหรือครับ
  3. สมัยปัจจุบันนี้กำหนด "พุทโธ" แล้วพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ กำหนดอะไรค่ะ
  4. การทำสมาธิจะทำอย่างไรให้จิตสงบได้เร็วขึ้นครับ
  5. เมื่อนั่งสมาธิไปนานๆ เกิดนิมิตจริงหรือไม่
  6. การปฏิบัติของผมเมื่อก่อนนี้เกิดนิมิตเห็นแสงสว่างบ้าง เห็นอะไรต่อมิอะไรหลายอย่าง แต่บัดนี้ผมก็หันมาปฏิบัติตามท่าน ก็คือกำหนดรู้ลมหายใจ "พุท" เข้า "โธ" ออก อย่างนี้ก็ไม่เกิดนิมิตเลย มีแต่สติ ตามรู้ตลอด ดีแต่ก็ไม่สนุก มีนิมิตสนุกแต่ไม่ดี อย่างนั้นใช่ไหมครับ
  7. เวลาปฏิบัติจะเห็นพระพุทธรูปบ่อยครั้ง บางครั้งจะปรากฏขณะยืน เดิน หรือนอน หรือนึกถึงเวลาใดก็ปรากฏเห็นได้ เพียงสำรวมใจหน่อยหนึ่งเท่านั้น อย่างนี้ผมควรจะปฏิบัติอย่างไรต่อไปครับ
  8. หลังจากเห็นองค์พระติดต่อกันประมาณ ๗ วัน ครั้งหนึ่งนั่งสมาธิอยู่รู้สึกว่ามีอาการใหญ่โตบ้าง พอสมควรบ้าง สูงบ้าง หนักบ้าง น้ำตาไหลบ้าง รู้สึกสักครู่หนึ่งเห็นกายนี้มีลักษณะเป็นก้อนทึบราวกับวางอยู่ในอวกาศ พอเพ่งเข้าไปในกายนั้นก็ไม่เห็นอะไร เพียงแต่ว่างๆ  อีกสักครู่หนึ่งก็เห็นจิตอีกดวงหนึ่ง คือไม่มีรูปร่าง มีลักษณะเบาหมุนๆ หยุ่นเหนียวในตัว พยายามแยกออกมาจากกายทึบๆ นั้น แต่ก็ไม่สำเร็จ สักครู่จึงรู้สึกว่ากายกับจิตอันนั้นมีอาการสั่นราวกับจะแตกดับไป จึงคลายออกจากสมาธิ พอออกจากสมาธิแล้วก็รู้สึกว่าปวดที่ขามาก อย่างนี้เป็นอย่างไรและควรทำอย่างไรต่อไป เพราะไม่เคยนั่งได้ถึงที่จุดนี้อีกเลย
  9. การสวดคาถาและการทำสมาธิจะได้ประโยชน์และอานิสงส์เหมือนกันหรือไม่
  10. หากขณะนั่งสมาธิเกิดมีการขยับมือเพียงนิดเดียว โดยการยกขึ้นมาที่หน้าจะเป็นเหตุให้ขาดสติหรือไม่

คำถามเกี่ยวกับการทำบุญให้ทาน

  1. การใส่บาตรด้วยเงินจะถึงผู้ล่วงลับหรือไม่ค่ะ
  2. การทำบุญด้วยแรงกายกับปัจจัย อย่างไหนจะได้บุญได้มากกว่ากัน

คำถามปกิณกะ

  1. หากชาตินี้เป็นเพศหญิงแล้วไม่สามารถทำให้หลุดพ้นได้ เมื่อเวียนว่ายตายเกิดอีก จะขอเลือกเกิดเป็นเพศชายได้หรือไม่ค่ะ

  2. ผีมีจริงไม่ครับ

  3. ทำไมท่านอาจารย์จึงไปอาศัยอยู่ในป่าช้านาน ๆ  ด้วย

  4. หลวงพ่อมีความคิดเห็นอย่างไรกับคนทรงเจ้า

  5. คนตายแล้วไปไหน

 


ตอบปัญหาข้อที่ 1

              กำหนดเช่นนั้นเรื่อยๆ ไปก่อนจนกว่ามันจะไม่แทรก กำหนดให้นานๆ แล้วมันจะหนักแน่น อารมณ์จะไม่รั่วไหล พอทำไปมากๆ ขึ้นใจเราจะแกร่ง อารมณ์อื่นก็ไหลเข้ามาไม่ได้ อะไรก็มาแทรกไม่ได้ อย่าขาดสติก็แล้วกันนะ

Back to Top

ตอบปัญหาข้อที่ 2

          ใช่...ถ้ารู้ตัวเองเรื่อยๆ ก็ถึงธรรมะ เพราะไม่มีอะไรจะดีเท่ากับรู้ตัวเอง ธรรมธาตุ ธรรมจิต อยู่ที่ตัวเองนี่แหละ ธรรมะมีอยู่ที่กายกับจิตอย่างเดียว ไม่มีอะไรนอกเหนือกว่ากายกับจิตตัวเอง ทุกข์ก็ดี สุขก็ดี ชั่วก็ดี บุญบาปทั้งหมดอยู่ที่กายกับจิต ถ้ารู้กาย รู้จิตนี่แหละรู้ธรรมะ

Back to Top

ตอบปัญหาข้อที่ 3

        พระพุทธเจ้ากำหนดลมหายใจเหมือนกัน พระพุทธเจ้าก็ปฏิบัติแบบอานาปานสติเหมือนกันหมด "พุทโธ" นี่เราเอามาใช้สำหรับพวกสาวก "พุทโธ" เป็นคำภาวนาของสาวก พระพุทธเจ้าไม่ใช้คำภาวนาหรอก พระพุทธเจ้าทำฌานทำวิปัสสนา โดยใช้หลัก อานาปานสติ ทุกพระองค์ จะบรรลุธรรมในอริยสัจ ๔ เหมือนกัน คือภาวนาอานาปนสติอย่างเดียว ไม่ต้องบริกรรม เพียงแต่รู้ว่าลมหายใจเข้าลมหายใจออกเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าก็จับจุดนั้นได้ แล้วก็สามรถทำความสงบได้ ทุกพระองค์ไม่มีคำบริกรรม "พุทโธ" คำบริกรรมต่างๆ นั้นมาสมมุติขึ้นทีหลังสำหรับพวกสาวก

Back to Top

ตอบปัญหาข้อที่ 4

        พยายามทำเรื่อยๆ ไป อย่าไปอยากให้สงบเร็ว ทำจิตให้เป็นดวงเดียว ต่อไปก็สงบไปเอง การทำสมาธิกับงานการที่เราทำปกติมันต่างกัน การทำสมาธิเรียกว่างานทางใจ นี่ทำช้าๆ ถึงไว ถ้าอยากได้ไวมันถึงช้า เพราะว่าความอยากคือตัณหา ถ้าตัณหาไม่ดับ สมาธิก็ไม่เกิด เพราะฉะนั้นการที่เราทำช้าๆ กำหนดช้าๆ ทำใจเย็นๆ มันจะถึงไว

Back to Top

ตอบปัญหาข้อที่ 5

        จริง นิมิตเกิดได้ แต่ก็ไม่ทุกคนเสมอไป อันนี้แล้วแต่อุปนิสัย การนั่งสมาธิมีจุดมุ่งหมายโดยตรงคือให้ใจสงบ ต้องฝึกต้องหัดปฏิบัติแบบนั้น เรื่องของนิมิตเป็นเรื่องของสมาธิเบื้องต้น ขณิกสมาธิหรืออุปจารสมาธิจะผ่านนิมิตเห็นแสงสีหรือเห็นเป็นรูปคน เห็นอะไรๆ หลายอย่าง คนที่มีอุปนิสัยทางนี้มานั่งปุ๊บก็เห็นปั๊บเลย แต่อย่าไปยึดไปติดนิมิตนั้นนะ นั่งแล้วต้องทำสติไว้ เห็นก็รู้ว่าเห็นนะ

รายละเอียดเพิ่มเติม

        นิมิต    คือ    เครื่องหมายสำหรับให้จิตกำหนดในการเจริญกรรมฐาน, ภาพที่เห็นในใจอันเป็นตัวแทนของสิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์ของกรรมฐาน มี ๓ อย่าง คือ

๑.    บริกรรมนิมิต    คือนิมิตแห่งการบริกรรมหรือนิมิตแรกเริ่ม ได้แก่สิ่งใดก็ตามที่กำหนดเป็นอารมณ์ในการเจริญกรรมฐาน เช่นดวงกสิณที่เพ่งดู หรือพุทธคุณที่นึกเป็นอารมณ์ว่าอยู่ในใจ เป็นต้น

๒    อุคคหนิมิต    คือนิมิตติดตา ได้แก่บริกรรมนิมิตนั้นที่เพ่งหรือนึกกำหนดจนแม่นในใจ ดวงกสิณที่เพ่งจนติดตา หลับตามองเห็น เป็นต้น

๓.   ปฏิภาคนิมิต    คือนิมิตเสมือน หรือนิมิตเทียบเคียง ได้แก่นิมิตที่เป็นภาพเหมือนของอุคคหนิมิตนั้น แต่เป็นสิ่งที่เกิดจากสัญญา เป็นเพียงอาการปรากฏแก่ผู้ได้สมาธิจึงบริสุทธิ์ จนปราศจากสี เป็นต้น และไม่มีมลทินใดๆ ทั้งสามารถนึกขยาย หรือย่อส่วนได้ตามปรารถนา

        ( จาก "พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม"  โดยพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต) )     

Back to Top

ตอบปัญหาข้อที่ 6

        มีนิมิตก็ดี แต่ทำไปเถอะ "พุทโธ" ก็มีนิมิตได้ แต่นิมิตเป็นเพียงภาพแสดงถึงเรื่องต่างๆ ของจิตเท่านั้นเอง ทีนี้เราก็ถือว่า การปฏิบัติเข้าถึงอัปปนาสมาธิ นิมิตก็ดับ แต่ถ้าเราจะเล่นนิมิต ก็ถอนมาอุปจารสมาธิ ขณิกสมาธิก็สามารถที่จะทำให้มีนิมิตได้ แต่เราจะไปเล่นนิมิตทำไมเมื่อเราผ่านมาแล้ว เหมือนกับเราเรียนจบมัธยมแล้ว จะไปขอเรียนมัธยมกับเขาใหม่อีกทำไม เราก็เข้ามหาวิทยาลัยไปก็หมดเรื่อง

        การที่เข้ามารู้จิตเห็นจิตเรานี่มันสนุกยิ่งกว่าดูนิมิตอีก การที่รู้จักอนุสัยกิเลส รู้จักความโลภ โกรธ หลง ภายในจิตเรานี่จะทำให้เกิดปัญญา พยายามดูให้รู้ให้เห็นมากขึ้นๆ ให้รู้จักสติปัฏฐาน ๔ ให้มากขึ้น ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน พิจารณาธรรมให้มากขึ้นๆ ธรรมที่เกิดภายในใจของเขานี่มีทั้งวิริยะ สติ และสมาธิ เมื่อพิจารณามากขึ้นๆ ก็จะทำให้เกิดความสุขความสงบ ความสบายใจ ทำให้เข้าใจธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามากขึ้น เมื่อเราเจริญสติปัฏฐานน้อยจึงไม่เข้าใจธรรม ก็เลยอยากไปเห็นนิมิต อยากไปตั้งต้นใหม่อีก นิมิตก็ออกมาจากจิต แต่มันจบไปแล้ว ก็ดูเรื่องจิตเรื่องเราต่อไป อันนี้มันจะก้าวหน้าและจะเข้าถึงหลักได้มากกว่า เรียกว่าเดินมาไกลแล้ว เราจะกลับไปตั้งต้นใหม่ทำไม ทำต่อไปให้ถูกต้องก็แล้วกัน

Back to Top

ตอบปัญหาข้องที่ 7

        ก็เจริญต่อไป ทำจิตรู้เฉยเรื่อยไป ไม่ต้องไปยึดติดว่าอันนี้เป็นพระพุทธเจ้าเป็นตัวเป็นตน เพียงแต่รู้ว่าเข้าถึงพระพุทธเจ้าคือสงบ

Back to Top

ตอบปัญหาข้อที่ 8

        แสดงว่าสมาธิเกิด ก็ถือว่าใช้ได้ พอออกจากสมาธิก็จะมีเวทนา ตอนมีสมาธิ เวทนาจะดับ จิตไปอยู่กับอารมณ์สงบเต็มที่ 

        ส่วนน้ำตาไหล กายหนักกายเบา กายเหมือนอยู่ในอวกาศ เป็นเรื่องของจิตที่เป็นสมาธิทั้งหมด เป็นสมถะทั้งหมด ก็ให้เจริญต่อไป พิจารณาให้เห็นว่า กายนี้ไม่ใช่ของเรา เป็นเพียงธาตุสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม แล้วรู้จักกำหนดรู้จิตในจิตตัวเองตลอดว่า เรากำลังมีอารมณ์อย่างไร สุขหรือทุกข์อย่างไร ก็พิจารณาให้เห็นลงไป ไม่ต้องไปรู้ที่อื่น ให้รู้ว่ากายเป็นอย่างนี้ จิตเป็นอย่างนี้ และลักษณะนี้ก็คือลักษณะที่เกิดความสงบ

        ทีนี้พอคราวหลังนั่งไม่ได้..เพราะเราอยาก ถ้าเราจะนั่งให้เข้าได้นี่ก็ต้องตัดตัวอยากออกไป ต้องนึกถึงเมื่อครั้งภาวนาตอนต้นว่าเราภาวนาอย่างไร เราก็ทำสติแบบนั้น เราทำสติแบบไม่ต้องนึกถึงที่เราเคยสงบ

        ถ้าเรานึกถึงที่เราเคยสงบแล้วเราจะไม่ได้ เราต้องนึกถึงที่เรากำลังเดินสติยังไง นั่งทำสติยังไง นอนทำสติยังไง ยืนทำสติยังไง เราต้องเอาสติมาจับกายให้เหมือนเดิม แล้วเราก็จะเข้าสมาธิได้ ถ้าเราไปนึกว่ายืน เดิน นั่ง นอน 

        "แหม ! เราเคยสงบยังงั้นเราเคยสงบอย่างงี้ เราอยากจะสงบเหมือนเดิม" นี่จะไม่ได้ เพราะตัวอยากเข้ามาปิดบัง

        ก็ทำดีแล้ว แต่ได้ครั้งเดียวเพราะเราเข้าฌานไม่เป็น เข้าออกไม่รู้ตัว ถ้าเราจะเข้าตรงนี้ได้เราจะต้องทิ้งความอยากว่าเราเคยสงบได้ ต้องนึกว่าเราเดินตรงนี้ เรานั่งตรงนี้ เรายืนตรงนี้ เอาจิตอยู่ที่ยืนเดินนั่งนอน ไม่ต้องคิดถึงเรื่องสงบ

        ถ้ากำหนดลมก็กำหนดลม ไม่ต้องคิดอะไร ถ้ากำหนดกายก็ไม่ต้องคิดอะไร กำหนดแต่กาย อย่าไปเอาความอยากเข้าไปแทรกตรงนั้น

Back to Top 


ตอบปัญหาข้อที่ 9

    การทำสมาธินั้นเป็นการเจริญสติเจริญปัญญา เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง เรียกว่า สวดคาถาเหมือนยาทา  ภาวนาเหมือนยากิน

    ฉะนั้นพวกเราเป็นนักปฏิบัติยามสวดเราก็ถือว่าเป็นการสวดเพื่อพรรณนาคุณ เพื่อไม่ให้ลืมคาถาอันนั้น แต่ยามทำสมาธิเราก็แยกกัน บางคนก็มีอารมณ์ในการสวดทำให้ได้สมาธิ อย่างนั้นก็ไม่เป็นไร สวดแล้วเกิดอารมณ์สมาธิก็ถือว่าสวดนั้นดี แต่ถ้าจะสวดเพื่อให้เป็นบุญกุศลก็ให้เข้าใจ

    การปฏิบัติกรรมฐานเป็นยอดบุญอยู่แล้ว สมาธินั่นแหละเป็นยอดบุญ อันนี้จึงต่างกัน

Back to Top 


ตอบปัญหาข้อที่ 10

    ถ้าเรากำหนดรู้นะเป็นเหตุให้สติเห็นกายเคลื่อนไหว ถือว่าไม่ขาดสติ แต่ถ้าทนไหวก็ทนไป ถ้าทนไม่ไหวจริงๆ จะไปเกา จะเอามือขึ้นไปที่หน้าก็ต้องให้มีสติ จับความรู้สึกไว้ในขณะขยับมือ มีสติรู้ว่าตนกำลังทำสิ่งใดอยู่ ถ้ามีสติระลึกรู้อยู่ก็เรียกว่าไม่เผลอ กำหนดอยู่เสมอก็ใช้ได้

Back to Top 


คำถามเกี่ยวกับการทำบุญให้ทาน

ตอบปัญหาข้อที่ 1

      ได้เหมือนกัน ถ้าพระมีศีลบริสุทธิ์ จะสามารถอุทิศบุญกุศลไปให้ผู้ตายได้  แต่ที่จริงพระรับเงินไม่ได้ ต้องปลงอาบัติให้ตกก่อนจึงจะพ้น ถ้าทำบุญโดยการถือศีลเจริญสมาธิ เราสามารถทำเองได้ เห็นเองได้ จึงจะมั่นใจว่าไปถึงผู้รับได้

Back to Top 


 ตอบปัญหาข้อที่ 2

       ทำบุญที่จะได้บุญมากที่สุด คือทำบุญด้วยปัญญา จะทำบุญด้วยอะไรก็แล้วแต่ ถ้าทำให้เกิดปัญญาจะได้บุญมาก จะทำด้วยแรงกายก็ดี จะทำด้วยแรงปัจจัยก็ดี ถ้าทำให้เกิดปัญญาบุญนั้นได้มาก ขอให้เข้าใจในธรรมนั้นด้วย แต่ถ้าไม่เข้าใจธรรมนั้น เข้าวัดจนตายก็ไม่ได้อะไร ไม่ได้บุญมาก เพราะไม่มีความหลุดพ้น เพราะไม่เข้าใจธรรมะ ยังยึดตัวตนอยู่นั้นเอง ทำบุญให้เกิดปัญญา ทำให้ปลงตรง ให้รู้ว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของเรา ทำให้ละได้ ปล่อยวางได้ เห็นอะไรแล้วตัดใจได้นั้นแหละทำบุญได้บุญมาก ถ้าเราทำบุญแล้ว ไปแบกบุญยึดบุญไว้ พอใครเขาว่าเราไม่ดี...เราก็เสียใจ ใครว่าดี...เราก็ดีใจ ทำบุญยึดมั่นถือมั่นนี้ทุกข์ตลอดชีวิตเลย ทำบุญเราต้องปล่อยวาง ทำอย่างไรเราจึงไม่โกรธ ทำอย่างไรเราจึงจะใจดี ทำบุญด้วยเงินก็ได้ ทำบุญด้วยกำลังกายก็ได้ แต่ขอให้ทำบุญแล้วเกิดปัญญา เลิกยึดมั่นถือมั่น ให้ใจปล่อยวาง ให้ใจเย็นได้ นั้นคือยอดบุญ

Back to Top 


คำถามปกิณกะ

ตอบปัญหาข้อที่ 3

      ได้ถ้าเราปรารถนา อย่างเช่นพระอานนท์ ชาติเกิดเคยเป็นผู้ชาติ ต่อหลังก็ไปทำผิดศีลข้อที่สาม (กามาสุมิจฉาจารา เวรมณี) กรรมชาตินั้นทำให้ตนเองต้องลงไปในนรก กลับมาเกิดเป็นกะเทยบ้าง ตอนหลังมาเกิดเป็นลูกสาวของพระเจ้าแผ่นดินและระลึกชาติได้ ก็รู้ว่าเพราะกรรมอะไรจึงมาเป็นผู้หญิง จึงให้ทาน ถืออุโบสถศีล เป็นคนอยู่ในศีลธรรมตลอดมา พอพ้นจากกรรมชาตินั้นก็เกิดมาเป็นผู้ชาย และมาเป็นพระอานนท์ คือการเวียนว่ายนี้มันเป็นไปได้ในเมื่อตนเองไม่ได้ตั้งอยู่ในศีลธรรม ฉะนั้นถ้าชาติหน้าเราต้องการเกิดเป็นผู้ชายก็ได้ เราก็ตั้งจิตใจสมาทานพรหมจรรย์ พรหมจรรย์เปลี่ยนสามารถเปลี่ยนภพชาติได้

Back to Top 


ตอบปัญหาข้อที่ 4

      ใครเคยเห็นผีบ้างแล้วหรือยัง เรื่องผีนั้นกลัวกันจนเป็นอุปาทานตั้งแต่เล็ก โตเป็นผู้ใหญ่ก็ยังกลัว ก็เลยถ่ายทอดความกลัวมาถึงลูกถึงหลาน ถ้าพูดกันถึงเรื่องวิญญาณนั้นมีจริง แต่ถ้าเครื่องรับของรับไม่ดีก็รับไม่ติด เหมือนกับทีวี ถ้าเครื่องส่งกับเครื่องรับตรงกัน ปรับคลื่นหากันได้ก็รับติด เห็นภาพได้ ได้ยินเสียงได้ แต่ถ้าปรับคลื่นไม่ตรงกันก็รับไม่ติด ไม่เห็นภาพ ไม่ได้ยินเสียง จิตใจของเราก็ฉันนั้น เขาปรับจิตใจของเขาที่บังเอิญไปตรงกันพอดีก็เลยเห็นได้

Back to Top 


ตอบปัญหาข้อที่ 5

      เป็นการฝึกฝนเพื่อแก้ความกลัว ความกลัวนี้ไม่ใช่กลัวผีอย่างเดียวน่ะ มันกลัวตายด้วย คนเราถ้าไม่กลัวตายสักอย่าง เรื่องผีก็เป็นเรื่องเล็ก การอยู่ป่าช้าเป็นการอยู่ฝึกหัดปฏิบัติใจ เป็นการศึกษาให้รู้ว่า อะไรมาหลอกเรา หรืออุปาทานสร้างมโนภาพขึ้นมา พอเข้าใจเรื่องผีก็เป็นมรรคเป็นผล ทำให้เรารู้จักธรรมะ รู้จักจิตใจของตนเอง ฉะนั้นพระจึงจำเป็นต้องไปปฏิบัติ กลัวที่ไหนก็ต้องไปที่นั้น ต้องไปประพฤติปฏิบัติให้มันหายกลัว

Back to Top 


ตอบปัญหาข้อที่ 6

      ถ้าทรงเจ้าหลอกเรา...ไม่ดี พวกนี้เรียกว่าจิตตกอยู่ในอำนาจของอุปาทาน ยึดว่าตัวเองเป็นเจ้า นึกว่ามีใครมาประทับ บางคนก็ศักดิ์สิทธิ์ บางคนก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์ บางคนทำเพื่อให้คนยกย่อง บางคนทำเพื่อจะช่วยคน พวกนี้ยังได้บุญบ้างแต่ไม่ถูกทาง พวกเจ้าเข้าทรงถือว่าไม่ถูกทางทั้งหมด ไม่ถูกหลักของพระพุทธศาสนา

Back to Top 


ตอบปัญหาข้อที่ 7

ตายไปนี่เหตุปัจจัยของเราในชาติปัจจุปันสำคัญ ภพ แปลว่าที่อยู่ของสัตว์ ภูมิ แปลว่าระดับจิตใจ ถ้าใจเราในปัจจุปันนี้ มีกิเลส มีความโลภ มีความโกรธ มีความหลง หรือมีแต่อกุศลจิตเข้าครอบงำจนใจเป็นทุกข์เร่าร้อน ตายแล้วตกนรกแน่นอน ต้องไปอบายภูมิ ไปเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์นรก เป็นสัตว์เดรัจฉาน ตามที่พระพุทธเจ้าจำแนกไว้ อบายภูมิทั้ง ๔ นั่นแหละ แต่ถ้าจิตใจของเราเป็นสุขมีกุศลผลบุญนีกถึงได้แล้วใจก็เป็นสุขมีปีติมีความอิ่มใจสบายเบานั่นแหล่ะไปสวรรค์ ผู้ที่มีสมาธิ มีฌาน มีญาณย่อมรู้ได้ว่าตายแล้วเขาจะไปไหน เกิดเป็นอะไร จะเกิดหรือว่าไม่เกิด เราดูกันได้ที่ใจ ไปสวรรค์หรือนรกก็ดูเอา สวรรค์ในอก นรกในใจ โบราณว่าไว้

Back to Top 



Revised: 02 มีนาคม, 2544 .