..ตัวเราคือเจ้าชีวิต.. 

            ที่เราเรียนรู้เรื่องสมาธิ หรือเรื่องกรรมฐานนี่เป็นรากเหง้าของพระพุทธศาสนา ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอน พระไตรปิฎกก็รวบรวมมาอยู่จุดเดียวคือใจ ใจมีศีลมีความสงบ เขาเรียกว่าสมาธิตั้งมั่นในศีล

            ภาวนาคือรู้จักความสงบ เอาใจไว้อารมณ์เดียวคือ อยู่กับพระพุทธเจ้าหรือพระธรรมเจ้า พระธรรมเจ้าคืออยู่กับขันธ์ ๕ เช่น ใจอยู่กับรูป กับเวทนา คือความสุข ทุกข์ วางเฉย ใจอยู่กับสัญญาคือความจำได้หมายรู้ว่าเรานั่งอย่างไร เดินอย่างไร กินอย่างไร ทำอะไร เรียกว่าอยู่กับสติ เราอยู่กับสังขารความปรุงแต่ง ใจคนเรามีการปรุงแต่งอยู่เสมอ ได้ยินได้ปรุงแต่ง ได้เห็นก็ปรุงแต่ง ชอบใจไม่ชอบใจสุขทุกข์ก็รู้ว่านี่ตัวสังขาร

            ตัวสังขารเป็นตัวบุญก็มีตัวบาปก็มี ตัวบุญคือการปรุงแต่งศีล ทาน ภาวนา ที่เราทำไว้ก็มาปรุงแต่งใหม่เป็นบุญ ตัวบาปคือการที่เราปรุงแต่งความโลภ ความโกรธ ความหลง ความพยาบาทอาฆาต ความไม่พอใจ เห็นไม่พอใจ ได้ยินไม่พอใจ ก็เรียกว่าสังขารปรุงแต่ง จิตดวงนี้เป็นตัวอกุศล

            ตัวอกุศลนี่ทำให้รูปร่างหน้าตาไม่ดี ตรงที่ใจมันไม่ดี แล้วก็สร้างทุกข์อยู่ร่ำไป หมายถึงคนที่ชอบโกรธก็ปรุงแต่งแต่เรื่องโกรธ เรื่องไม่ชอบใจอยู่ร่ำไป คนที่ผิดหวังไม่ถูกใจก็คิดว่าตัวเองไม่ดี หรือว่าคนอื่นทำไม่ดีไม่ถูกใจ ก็ผิดหวังอยู่เรื่อยไป ใจตัวเองนะมันทำร้ายตัวเองให้เกิดความไม่ชอบใจความผิดหวัง ความทุกข์ทรมานใจอยู่เสมอ

            สุขทุกข์นี่ความเป็นจริงไม่มีคนอื่นทำให้เรา ที่เรามาเกิดเป็นมนุษย์ ไม่ว่าใครทั้งหมด พระอินทร์ พระพรหม ยมบาล ก็บังคับให้เราเกิดเป็นมนุษย์ไม่ได้ ความเป็นจริงเราเป็นผู้กำหนดตัวเองมาด้วยกรรมดี เราตายไปใครบังคับให้ไปเกิดเป็นสัตว์ก็ไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับการกระทำ ที่เราไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ เกิดมาแล้วไม่เห็นค่าของบุญกุศล มีแต่ความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่เคยภาวนา ไม่เคยทำใจให้สงบ

            ตัวเราเองเป็นผู้กำหนดกรรม ให้ไปเกิดดีหรือไม่ดี เราเห็นรูป เราไม่ชอบใจก็เป็นที่ใจของเราไปปรุงแต่งเองว่าเราไม่ชอบใจ เราได้ยินเสียงดีหรือไม่ดี ตัวเราเป็นคนหนดเองว่าชอบ ไม่ชอบ เรียกว่าเป็นกรรม กรรมตัวนี้มีสายโยงใย เป็นอดีต เป็นปัจจุบัน เป็นอนาคต เป็นวัฎจักร เป็นกรรมเป็นเวรสืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและอนาคต

            การปฏิบัติธรรมะคือการมารู้กรรม การรู้กรรมเป็นการตัดกรรม เช่นสังขารปรุงแต่งก็พยายามละความปรุงแต่ง บุญก็วางเฉย บาปก็วางเฉย ปล่อยไม่ให้มีอะไรเหลืออยู่ เหลือแต่ความว่าง ความสงบอย่างเดียว เรียกว่าตัดกรรม เทวดา มนุษย์ สัตว์เดรัจฉานก็ไม่ต้องไปเกิด ที่ไหน ๆ ก็ไม่ต้องไปเกิด