พูดเรื่องจริง

 

            ฟังธรรมะไม่เหมือนฟังเพลง เพราะฟังเพลงมันมีรสชาด ทำให้ถูกใจเพราะเพลงมันไม่ได้พูดเรื่องจริง..จึงชอบ  ธรรมะทำไมจึงไม่ชอบ เพราะธรรมะมีแต่เรื่องจริง แสดงว่าคนในโลกนี้ ไม่ยอมรับความจริง ใช่ไหม? คือคนในโลกนี้ที่ไม่ชอบ เพราะไม่ชอบความจริง ก็เป็นอันว่าทำไมเวลาพระเทศน์คนจึงไม่อยากฟัง วัดทำไมคนจึงไม่อยากเข้า ทำไมคนจึงไม่รู้เรื่องธรรมะ ทั้งๆ ที่เกิดมาเป็นชาวพุทธ ทำไมจึงไม่รู้เรื่องธรรมะ แต่ทำไมคนจึงรู้เรื่องทางโลกมาก โรงหนัง โรงละครเสียตังค์ ทำไมคนจึงอยากเข้า ใช่ไหม?เป็นอันว่าคนไม่ชอบความจริง คนชอบหลอกๆ ใช่ไหม? แสดงว่าคนเราโดนหลอกมาตั้งแต่เล็กเลย ก็เลยเป็นอันว่าอยู่กับโลกที่หลอกๆ ไม่อยู่กับโลกความจริง หลอกทั้งตัวเราหลอกทั้งคนอื่นดังนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วโลกจึงอยู่กับความไม่จริง ทำไมเรา

จึงชอบ แสดงว่าเราเป็นคนชอบความไม่จริง เพลงนี้ทำไมจึงชอบฟังมาก ก็เพราะมันเรื่องโกหกทั้งนั้นเลย

            ฉันรักเธอจริงๆŽ ฉันรักเธอจะตายŽ แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่เรื่องมันรักจริงๆ เลย คนเขียนเขาก็เขียนให้คนฟังแล้วเคลิบเคลิมหลงใหลแต่เรื่องจริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างเพลงเลย มีไหม? มีใครรักจริงๆ ไหม?ไม่มีใครหรอก!

            คนที่รักเราจริงๆ คือ พ่อเรา แม่เรา ตัวเรา ผัวรักเมียจริงไหม? ไม่จริง! เมียรักผัวจริงไหม? ไม่จริง! ก็รักยามพูดดี คิดดี ตอนที่เธอมีอะไรดีที่ฉันต้องการ แต่ถ้าเธอไม่มีอะไรดีที่ฉันต้องการ..ไปให้ไกลๆ ที่อยู่กันได้นี่คือคิดว่ามีความดี แต่พอรู้ว่าเธอไม่ดีตามที่ฉันต้องการก็จะไม่เอา ฉะนั้นโลกนี้จึงอยู่ด้วยความหลอก พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าอยู่ด้วยโลกสมมติ ไม่ใช่ของจริง ถ้าคนรักจริงหละ! ตัวเรารักตัวเราจริงไหม? รักซิ! พ่อแม่รักเราไหม? รักซิ! เรารักลูกจริงไหม? รักจริง! ลูกเรานี่รักใจจะขาดเลย แต่ลูกบางทีอาจจะไม่รู้ว่าพ่อแม่รักลูกจริง นี่คือความจริงที่เป็นสัจธรรม แต่สิ่งเหล่านั้นไม่มีใครรักกันจริง          ฉะนั้นเพลงที่ร้องมันร้องเรื่องไม่จริง คนจึงชอบ เพราะเป็นคนถูกหลอกมาแต่เล็ก แต่ธรรมะทำไมจึงไม่ชอบเพราะว่าธรรมะนี้พูดเรื่องจริง เรื่องเกิด เป็นทุกข์ เรื่องแก่ เป็นทุกข์ เรื่องเจ็บ เป็นทุกข์ เรื่องตาย เป็นทุกข์ เรื่องความไม่เที่ยง ความแปรปรวน เรื่องสังขารของเรามันอยู่ไม่ได้ ไม่คงทนถาวร ตอนเป็นเด็กวัยรุ่น วัยรุ่นไม่เคยคิดเลยว่าจะแก่ แต่พออายุยี่สิบสามสิบไปแล้ว วัยรุ่นก็จึงรู้ว่า ความเป็นวัยรุ่นของเราหายไป ไปถามเด็กอายุสิบแปดว่า       

            นี่เธอ..อายุเธอเท่าไร?Ž

            อายุสิบแปดแล้วŽ

            แต่พอมีคนเขาบอกว่านี่เธออายุย่างสิบเก้าแล้ว ก็บอกว่าไม่ใช่ตอนนี้สิบแปด พอพ่อแม่บอกว่าลูกฉันตอนนี้อายุสิบสามขวบ เด็กก็บอกว่า

            ไม่ใช่สิบสามแม่..ฉันสิบสี่แล้วŽ

            แต่พอไปถึงอายุยี่สิบห้า..ไม่ใช่ยี่สิบห้าแม่..ฉันเพิ่งยี่สี่เต็มŽ

            คือเรียกว่าเขาจะไม่ยอมรับความจริง กลัวความจริง แต่พออายุมากๆ แล้ว ก็จะบอกว่า

            นี่อย่ามาถามอายุฉันนะŽ ไม่ให้ถามอายุ เพราะว่าพออายุเกินเลขสามสิบสี่สิบไปแล้ว ไม่ต้องมาถามอายุกัน เพราะกลัวแก่ เขาเรียกว่ากลัวความจริง

            ผู้หญิงทุกคน..ห้ามทักว่า..ไม่สวย ห้ามทักว่า..แก่ ใช่ไหม? เสียใจมากถ้าใครทักว่าฉันไม่สวย ใครมาทักฉันว่าแก่ไม่ได้ ถ้าพูดความจริงฉันเสียใจ

            แล้วผู้ชายตอนที่มันรักเรามันก็ไม่พูดความจริง

            อุ๊ย! เธอสวยอย่างนั้น! เธอดีอย่างนั้น! อุ๊ย! ฉันรักหลงใหลŽมันเอาความไม่จริงมาหลอกเรา เธอดีอย่างนั้น เธอดีอย่างนี้Ž แต่พออยู่ด้วยกันไปนานๆ แล้ว ลูกคนสองคน ก็บอกว่า

            แกนี่เป็นอย่างนั้น แกนี่เป็นอย่างนี้Ž มันพูดความจริงเราก็โกรธอีก ก็เลยอยู่ด้วยกันไม่ได้ เพราะพูดความจริงเลยทะเลาะกัน ตอนที่เรารักกันใหม่ๆ เราก็พูดไม่จริงกับผู้ชายว่า

            เธอดีอย่างนั้น! เธอดีอย่างนี้!Ž ชมผู้ชายดีแต่พอเรามาอยู่ด้วยกันนานๆ เราก็บอก

            มึงอย่างนั้น! มึงอย่างนี้!Ž ผู้ชายมันก็รับไม่ได้เพราะพูดเรื่องจริง เป็นอันว่าเมื่อความจริงปรากฏจึงเข้ากันไม่ได้ ใช่ไหม?

            ฉะนั้นอยู่กับโลกต้องอยู่ด้วยความจริงจึงจะดีโยม นี่อาตมาพูดไม่ใช่ให้คนแตกกันนะ อยู่กับโลกต้องอยู่ด้วยความจริงจึงมีความสุข

            ติ..ต้องติต่อหน้า ชม..ไม่ต้องชมต่อหน้าŽ นั้นคือความจริงคนที่ชม..ต่อหน้า ติ..ลับหลัง เรียกว่าคนไม่มีความจริง ติ..ต่อหน้าชม..ลับหลัง นั่นคนจริง จะเป็นลูกน้องเราก็ดี เป็นผัว เป็นเมีย เป็นพี่ เป็นน้อง ก็ต้องติต่อหน้า ชมข้างหลัง นั่นถือว่าอยู่ด้วยความจริง

            แต่ถ้าเราเป็นบุคคลผู้หัดรับความจริงได้แล้ว ได้ศึกษาธรรมะก็จะเป็นคนยอมรับความจริงได้หมดเลย ฟังเพลงก็พิจารณาเลย

            เอ๊ะ! จริงหรือเปล่าเพลงนี้? คนแต่งมันคิดอย่างไร? คนร้องมันคิดอย่างไร? ชีวิตจริงๆ มันเป็นอย่างนี้หรือเปล่า?Ž พอฟังเพลงแล้ว เอาความจริงไปจับปุ๊บ!

            โอ๊ย! เพลงนี้มันหลอกเราหมดเลยนี่! ไม่มีความจริงเลย!Ž เราก็จะรู้สึกสลดใจเลยว่า

            เพลงนี้น้ำเน่าจริงๆ ไม่มีความจริงเลยŽ

            ถ้าเอาหนังมาให้อาตมาดู อาตมาดูไม่ได้ เพราะอาตมารู้ได้เลยว่าหนังนี่เรื่องโกหกทั้งหมดเลย คือมันไปรู้ใจคนที่แสดงได้เลยว่ามันหลอกเรา พระเอกมันก็หลอกเรา นางเอกก็หลอกเรา ทำเป็นตีกัน ทำเป็นรักกัน ทำเป็นทะเลาะกันŽ มันโกหกเราทั้งเรื่องเลย ทำให้เรารู้ว่าเราไม่อยากดูเพราะรู้ว่าไอ้นี่หลอกเรา..ไม่มีความจริง

            แต่ชาวบ้านดูแล้ว..เสียใจ หนังเรื่องนี้จะจบแล้ว นางเอกจะเป็นอย่างนั้น พระเอกจะอย่างนั้น คล้อยตามไปกับความไม่จริง หลงไหล นึกว่าเรื่องนั้นจริง แต่ที่จริงแล้วขึ้นเรื่องใหม่ก็คนเก่าแสดงอีกแล้ว นี่แสดงว่าเราอยู่กับโลกด้วยความไม่จริง เรียกว่าหลง แต่พอเราดูจนรู้ว่าพวกนี้หลอกเราจนเราเสียสตังค์เลย ใช่ไหม? กล้าไปซื้อหนังมาดู กล้าเสียเงินดูคอนเสริท เพราะไปดูสิ่งที่หลอกเรา นั่นแหละคือสิ่งที่ไม่จริงทั้งหมด ทำไมโลก (คือหมู่สัตว์) เขาจึงเป็นอย่างนี้เพราะโลกเขาอยู่ด้วยความหลง เขาจะไม่รู้ของจริงหรอก ไม่มีใครรู้ของจริงเลยโยม ตั้งแต่เกิดมาโดนหลอกตั้งแต่เล็กๆ ยันตายเลย แม้แต่ตัวเองยังหลอกตัวเองเลย

            ฉันยังไม่แก่ ฉันยังไม่เจ็บ ฉันยังไม่ตาย ฉันยังจะเป็นนั้น เป็นนี่Ž

            เหมือนกับคนเล่นหวยนั่นแหละหลอกตัวเองยันตายเลย นึกว่าจะถูกรางวัลที่หนึ่งทุกงวดเลย ฝันอะไรแล้ว

            เดี๋ยวกูรวย เดี๋ยวกูไปแล้ว ไปซื้อโน้น ซื้อนี่ กูรวยแน่คราวนี้Ž เขาไม่ได้อยู่กับความจริงเลย..

            ถ้าเขาอยู่กับความจริง แกทำบุญอะไรมา! แกจึงมาซื้อหวยบุญอะไรจึงจะบันดาลให้แกถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง! ถ้าแกไม่เคยทำบุญมาก่อนŽ ถ้าอยู่กับความจริงไม่กล้าซื้อหวยหรอก เพราะไม่ได้ทำบุญมา ถ้าอยู่กับความจริงแล้วซื้อไม่ได้เพราะเราไม่มีบุญ ก็จะไม่เล่นหวยใต้ดินบนดินเลย เพราะรู้แล้วว่านี่ไม่ใช่บุญเก่าของเราทำมา เล่นไปก็เสียเงินเปล่าๆ ฉะนั้นคนที่ไม่เพ้อฝันคือคนรู้ความจริง ก็หยุดอยู่ตรงว่าขอตัวไม่ดิ้นรนทุรนทุราย

            ปัญหาทุกวันนี้เพราะว่าทุกคนไม่ได้อยู่กับความจริงเลย จึงได้วุ่นวายใจ ใช่ไหม? ถ้าเรายอมรับสภาพความจริงแล้ว ทุกคนจะไม่วุ่นวายใจเลย ว่าเราเป็นอะไร? เรามีความคิดอย่างไร? เราเป็นอยู่อย่างไร? ชีวิตเราเป็นอยู่อย่างไร? มีฐานะที่จะต้องเกิดแก่เจ็บตาย มนุษย์นี่จะต้องกินต้องใช้ มนุษย์ควรจะทำอะไรกับสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตัวเราทุกวัน แล้วก็รู้คุณ รู้โทษตรงนี้ ถ้าเราเกิดรู้ความจริงของสัจธรรมของพระพุทธเจ้าวิธีดับทุกข์ก็เกิดขึ้นเลย วิธีการดับทุกข์ใจ อยู่ที่ไหนก็ใจเย็น ไม่ดิ้นทุรนทุรายกระสับกระส่ายที่จะไปหาอะไรมาเกินความจริงมนุษย์ต้องการอะไร? มนุษย์ต้องการอาหาร หาอาหารมาให้ร่างกายตัวเองเพื่อต้องการให้ร่างกายอยู่ได้ มนุษย์จะได้อาหารมาก็ต้องทำ ทำเพื่อแลกกับเงิน เอาเงินนั้นมาซื้ออาหาร มนุษย์ต้องการที่อยู่อาศัย เพื่อจะได้พักผ่อนหลับนอน ปิดบังความลำบาก มนุษย์ต้องการเสื้อผ้า มานุ่งห่ม มนุษย์ต้องการยารักษาโรค เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยเอามารักษาจะได้ไม่มีทุกข์ ความจริงมนุษย์มีเท่านั้นแหละโยมมนุษย์มีเท่านั้นเอง คือต้องการความจริง..แต่ถ้าเกินความจริงแล้วมนุษย์ก็จะดิ้นรนเกินขอบเขต ที่เกินฐานะเรา...

            ถ้ามนุษย์ดิ้นรนเกินความจริงเป็นทุกข์ไหม ที่เราดิ้นรนทุกวันนี้มันเกินความจริงโยม เกินฐานะของมนุษย์ มนุษย์จึงเดือดร้อนเหมือนกับคนมีบ้านหลังหนึ่งที่พออยู่ แต่มนุษย์บอกว่ามันเล็กเกินไปกลัวจะอายเขาเพราะบ้านเล็ก บริษัทเล็กไปต้องให้ใหญ่กว่านี้ นี่เกินความจริงแล้ว! แล้วก็ดิ้นรนไปกู้หนี้ยืมสิน โทรทัศน์เท่านี้บอกว่า จอมันเล็กไป เดี๋ยวเพื่อนมาเยี่ยมแล้วอายเขา ต้องให้มันจอใหญ่ๆ หน่อย เครื่องเสียงขนาดนี้เล็กไปมันไม่กระฮึ่ม ต้องเอาให้มันใหญ่ๆ เสื้อผ้าอย่างนี้ไม่พอ ต้องแต่งให้มากกว่านี้

            ความจริงแล้วมนุษย์แค่พึ่งพาอาศัยตนเองนิดหน่อยๆ พอแล้ว แต่ทุกวันนี้เราอยู่ด้วยความหลอกกัน ต้องเอาอะไรมาปกปิดตกแต่งให้ทุกคนยอมรับเรา และมนุษย์ที่ยอมรับเราก็มนุษย์ที่หลงตัวทั้งนั้นเลย ที่ไม่รู้จักความจริงทั้งนั้นเลย ก็มายกย่องเราว่าถูกต้อง           

คุณอยู่อย่างนี้ดีแล้ว คุณรวย คุณเก่งŽ แล้วเราก็ได้รับการยกย่องจากคนที่ไม่รู้ความจริงของมนุษย์ สังคมจึงถูกหลอกอยู่อย่างนี้กันทุกวัน เราก็ต้องดิ้นรนตามเขาใช่ไหม? จึงเหนื่อยเหน็ดแต่ถ้าเราอยู่ด้วยความจริงแล้ว เมืองไทยเราจะอยู่อย่างสมถะ อยู่ได้อย่างไม่จนเลย

            เหมือนอย่างที่นายหลวงท่านสอน เราเคยอยู่กันมาได้ เรามีอะไรก็แลกเปลี่ยนกันกิน มีน้อยก็ใช้น้อย มีมากก็ใช้มาก อยู่อย่างสมถะ อยู่อย่างนี้เราก็อยู่กันได้นี่ อยู่มาตั้งหลายร้อยปีแล้วŽ แต่ทำไมทุกวันนี้อยู่ไม่ได้ แสดงว่าเราไม่ได้อยู่ด้วยพื้นฐานความจริง ฉะนั้นขอให้เราอยู่ด้วยความจริงแล้วเราจะสบายใจ

ทุกคน อยู่แบบคนปลงตก คนที่อยู่ด้วยความจริง เรียกว่ายิ้มได้เมื่อภัยมา แต่คนที่อยู่ด้วยความจริงไม่ได้ เรียกว่ายิ้มไม่ได้หรอกพอภัยมา

            สมมุติว่าเหมือนกับเราต้องหนีภาษี เราต้องหลบเลี่ยงสรรพากรอย่างนี้ เราต้องทำบัญชีสองใบอย่างนี้ ใบจริงใบหนึ่ง ใบหลอกใบหนึ่ง พอภัยมาเราก็ยิ้มไม่ได้ พอภัยมาเราก็ต้องหลบปิดห้องอย่างนี้ ใช่ไหม? ก็ต้องอยู่อย่างทุกข์ๆ ร้อนๆ นี่เรียกว่าการค้าขายอยู่กันแบบสุกๆ ดิบๆ ถ้าเราจะอยู่กับความจริงได้เรื่องระบบกฎหมายต้องดีกว่านี้ ถ้าคนเคารพกฎหมาย เคารพโดยกฎระเบียบ โดยภาษีอากรให้ทุกคนยอมรับแล้วทุกคนเต็มใจเสีย แล้วทุกคนไม่หลบเลี่ยงภาษีด้วย ประเทศนั้นจะอยู่ได้ อยู่ด้วยความจริง คนไม่หลบภาษีเลยแล้วคนของรัฐไม่โกงภาษีเลย สรรพากรเป็นคนซื่อสัตย์หมดเลย ไม่กินนอกกินในเลย ประเทศนั้นจะอยู่อย่างมั่นคง เพราะอยู่ด้วยความจริง เป็นพื้นฐานถูกต้องของนักการเมืองนักกฎหมายแล้วก็ประชาชนก็อยู่ได้                  

ยังนึกอยู่ว่า เอ! ทำไมธรรมะนี้จึงไม่ค่อยเข้าถึงใจคนเพราะว่าคนเรานี้ไม่ยอมรับความจริง เพราะว่าคนกลัว..กลัวว่าปฏิบัติธรรมะแล้วเดี๋ยวเราจะหมดกิเลส กลัวว่าจะต้องเข้าวัด กลัวว่าจะต้องสละทุกสิ่งทุกอย่าง กลัวจะไม่ได้อะไร คืออยากได้! คือที่ไม่อยากได้ธรรมะนี้คืออยากได้ แต่ถ้ารู้ว่าปฏิบัติธรรมะแล้วรวยทุกคนจะปฏิบัติหมดเลยใช่ไหม? แต่ที่จริงหารู้ไม่ว่าคนที่ปฏิบัติธรรมะแล้วรวยนะโยมเชื่อไหมว่ารวย! คนที่ไม่ปฏิบัติธรรมะนั้นจน เชื่อไหมว่าจน! จนมากกว่าคนที่มีธรรมะอีก คนที่มีธรรมะนี้ไม่มีคำว่าจน สมัยนี้พอพูดแล้วเชื่อได้เลย เมื่อสมัยก่อนพอพูดว่าคนมีธรรมะแล้วรวยคนหัวเราะเลย แต่เดี๋ยวนี้พอบอกว่ามีธรรมะแล้วรวยคนเริ่มจะไม่ ดูถูกแล้ว ไม่หัวเราะแล้ว ใครบ้างหัวเราะโยม? นักวิชาการทั้งหลาย ด๊อกเตอร์ทั้งหลาย พวกเศรษฐีทั้งหลาย หัวเราะเยาะว่านักธรรมะแล้วรวยเขาไม่เชื่อ เพราะเขารวยอยู่เขาเลยไม่เชื่อ ตอนนี้เศรษฐีจนแล้วก็เลยเชื่อ เพราะตอนนี้เศรษฐีเขาล้มลาย ก็เลยเชื่อว่า เออ คนมีธรรมะนี้อยู่ได้ไม่จน

            บุญยง ว่องวานิช รู้จักไหม เจ้าของแป้งตรางู คนนี้เป็นคนมีธรรมะตั้งแต่เด็กมาเลย พ่อแม่ตายก็รับมรดกนี้ไว้ คุณบุญยงว่องวานิช มีศีลห้าประจำใจ ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน ไม่เจ้าชู้ เป็นหนุ่มหน้าตาดี หล่อเหลา หุ่นเถ้าแก่เลยโยม หุ่นอาเสี่ยออกมาเลยแหละ ตอนเป็นหนุ่มๆ นั้นหล่อ หน้าตาดี แต่ถ้าเป็นเถ้าแก่ทั้งหลายพอรวยแล้วก็มีอีหนูเยอะใช่ไหม? บางทีคนเราก็เดือดร้อนตรงนี้แหละ พอรวยแล้วก็ไปมีบ้านเล็กบ้านน้อย ครอบครัวก็ไม่มีความสุข คนไทยรวยอย่างนี้เยอะเลยไม่ได้รวยด้วยความจริง ไม่ได้รวยแบบผัวเดียวเมียเดียว พวกที่สร้างเนื้อสร้างตัวทีแรกก็จนๆ หรอกแต่พอรวยขึ้นมาพวกสาวๆ ก็ชอบ เพราะคนมีรถเก๋งขี่ มีเงินซื้อบ้านให้เขาอยู่ฟรีๆ สาวก็มาเอา แล้วคนเมียหลวงก็ตกที่นั่งลำบาก เจ็บช้ำน้ำใจก็มาด่าตัวเองว่า กูไม่ดีตรงไหนว่ะ กูเสียหายตรงไหนŽ หาผู้ชายได้ไม่ดี ไม่จริงใจ ก็ตามมาจากครอบครัวที่แตกแยก ขาดความรักความอบอุ่นมากเลย เพราะว่าเงินตัวนี้ที่ไม่มีศีลธรรม คนที่ไม่มีศีล-

ธรรมใช้เงิน เงินเลยแตกแยกหมดเลย หาความสุขในสังคมนี้ไม่ได้

            แต่คุณบุญยง ว่องวานิช แกไม่เจ้าชู้ ไม่เล่นการพนันไม่สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า ทำมาหากินอย่างเดียว พอมีลูกก็สอนลูกให้มีธรรมะ ลูกชายสองคนสอนให้มีธรรมะ แล้วก็ตั้งบริษัทตนเอง คนงานสองสามร้อยคน ต้องฟังธรรมทุกเดือน ส่งลูกน้องไปเข้าคอร์ตคนละเจ็ดวัน ถ้าไม่เข้าคอร์ตทุกเดือนก็มีอาจารย์วัดก็ดี อาจารย์บ้านก็ดี หรือเป็นคณาจารย์มาสอนวิธีปฏิบัติทำจิตใจให้เยือกเย็นสงบ คนในโรงงานของแกสองสามร้อยคนต้องเข้าใจธรรมะหมด ทำมาจนบริษัทนี้ใหญ่ขึ้นๆ จนไปตั้งตึกว่องวานิช ตอนนั้นธุรกิจกำลังบูม ชั้นละแสนค่าเช่าสบายไปเลย สิบชั้นก็เท่าไร? เดือนละเป็นล้าน แต่ที่จริงแบบให้เขาเช่าแล้วตัวเองก็ทำด้วย แล้วมีกิจการบ้านจัดสรร ทำสำเร็จหมดไม่ล้มละลาย

            คนไม่นอกใจภรรยา คนไม่นอกใจสามี คนที่มีศีล ๕ ประจำใจ จะไม่ล้มละลาย ผลที่สุดบุญยง ว่องวานิชก็ตั้งตัวได้ร่ำรวยเรียกว่าชอบทำบุญตั้งมูลนิธิของตัวเอง แล้วก็ตั้งสมาคมของตัวเองเป็นสมาคม Young Man Buddhist เป็นสมาคมพุทธใหม่ พุทธหนุ่มๆ พุทธสาวๆ เวลาไปประชุมศาสนสัมพันธ์ของโลก ก็จะส่งลูกไปแทนถ้าตัวเองไม่ไป แล้วก็เชิญคุณแม่สิริ มาสอนที่บริษัทตัวเอง เข้าคอร์ตสมาธิ เดินจงกรม นั่งสมาธิ คนละห้าวันเจ็ดวันในบริษัทตัวเอง ได้รับบริจาคที่แถวบางแคประมาณห้าไร่ แล้วสร้างให้คนไปปฏิบัติ แล้วยังไม่พอตัวเองไปซื้อที่จังหวัดน่าน แล้วก็บวชเป็นพระ ไปสร้างพุทธจักรที่โน่น นั่นคนนี้รวยจริงๆ เขาเรียกว่ารวยไม่หมดกินไม่หมด

            คุณบุญยง ว่องวานิชนี้เป็นคนสมถะ ที่รวยก็รวยตามลำดับไม่ไปหวือหวา คืออาตมาอยากเห็นผู้หญิงผู้ชายเอาคุณธรรมมาใช้กับสังคมตัวเอง การที่เรามีบริวารมากๆ ถือว่าบริวารเรานี้เป็นส่วนหนึ่งหรือองค์ประกอบที่จะทำให้เรานี้เจริญและเสื่อม บริวารก็ดีตัวเราก็ดี ตัวเราเป็นตัวนำก็จริงแต่องค์ประกอบนี้สำคัญมาก เราต้องชักชวนบริวารของเราให้เข้าสู่ศีลธรรมให้ได้ แล้วบริวารของเรานี้จะทำให้เราเจริญ ตัวเราก็ทำให้บริวารเจริญ ดังนั้นเขาจึงถือเลยว่าคนที่เป็นบริวารเราต้องเป็นคนซื่อสัตย์ ต้องกตัญญู คนที่ไม่กตัญญูคนนี้เขาห้ามเลี้ยงนะโยมนะ..เขาห้ามเลี้ยง เขาไม่ให้เลี้ยงเลย เลี้ยงแล้วไม่เจริญ บ้านใดเมืองใดก็ไม่เจริญ ฉะนั้นถ้าโยมจะเลี้ยงคนก็ต้อง

ดูคนที่กตัญญู รับลูกจ้างกตัญญูไหม? คนไหนกตัญญู มีน้ำใจกตัญญูรับมาเป็นลูกน้องได้คบได้ เพราะกตัญญูนี้เป็นมงคล คนด่าพ่อ คนตีพ่อตีแม่ ด่าพี่ด่าน้อง คนทำลายผู้มีบุญคุณนี้เขาห้ามเอามาเลี้ยง เพราะเลี้ยงแล้วจะไม่เป็นมงคล

            เมื่อสมัยก่อนพุทธกาล มีชายคนหนึ่งจะไปค้าขายต่างเมือง แม่บอกว่า

                        อย่าไปเลยลูก แม่มีลูกคนเดียวอย่างจากแม่ไปเลย ถ้าลูกไปแม่ก็ต้องอยู่คนเดียวŽ

                        ลูกชายกำลังรุ่นๆ ผลที่สุดด้วยความดื้อรั้นจึงผลักแม่ล้มลงเลย พอผลักแม่ล้มแล้วก็ลงเรือสำเภาไปค้าขาย กะว่าจะรวย เพราะคิดว่าคนที่ไปค้าขายทางสำเภากับต่างประเทศ กลับมาแล้วรวยทุกคน เมื่อลงเรือสำเภาไปค้าขาย พอไปถึงกลางทะเลลึก เรือมันไม่แล่น ก็มีคนบอกว่า

                        ที่เรือไม่แล่นแสดงว่าจะต้องมีคนกาลกิณีอยู่ในเรือลำนี้คนหนึ่ง เจ้าคนนี้ต้องตีพ่อตีแม่แน่นอนŽ

                        เขานึกถึงตรงนั้นเลยนะ จะไปฆ่าคนพันคนก็ไม่บาปเท่ากับตีพ่อตีแม่ให้ล้มเจ็บ ไม่เป็นจัญไร แต่คนที่ตีพ่อตีแม่อกตัญูนี้ถือว่าบุคคลนี้ขัดลาภไปไม่ได้ เรือมันจอดเฉยๆ ใบก็ติดแต่มันไม่แล่นก็เลยจับฉลาก คนไหนได้ไม้สั้น ไม้กาลกิณีคนนั้นก็ต้องสละเรือลำนี้ ลอยเรือลำเล็กไป ห้าสิบคนพอจับก็มาโดนเจ้าหนุ่มคนนี้ เจ้าหนุ่มคนนี้บอกว่า ถ้าจับครั้งเดียวอาจจะลำเอียงต้องจับใหม่Ž จับใหม่ก็มาเจอคนนี้ ถึงสามครั้ง ใบกาลกิณีเจอคนนี้คนเดียว

                        หัวหน้าเรือจึงถามว่า คุณทำอะไรมาŽ

                        เจ้าหนุ่มตอบว่า ฉันไม่ได้ทำอะไรมาŽ

                        หัวหน้าบอกว่า คุณต้องทำร้ายพ่อแม่แน่เลยŽ        

                        ก็เลยบอกว่า พ่อไม่ได้ทำร้าย ทำร้ายแต่แม่ ตอนจะมานี้แม่ไม่ให้มาก็เลยทุบตีแม่ล้มไป ก็ไม่ได้ทำร้ายอะไรŽ

                        หัวหน้าจึงบอกว่า นั่นแหละเทวดาเขาไม่รักษาคุณŽ

                        ก็เลยจัดเรือลำเล็กให้ หาอาหารให้แล้วลอยเจ้าหนุ่มคนนี้ไปตามยถากรรม พอจัดให้เจ้าหนุ่มคนนี้ลงเรือลำเล็กแล้ว เรือใหญ่ก็วิ่งแล่นไปค้าขายได้เหมือนเดิม แสดงว่าคนอกตัญญูนี้ไม่เจริญ คนที่อกตัญญูนี้ทำร้ายสังคมนี้ได้

                        แต่ดีอยู่อย่างหนึ่งเมื่อตอนเป็นเด็กๆ นั้นแม่พาเจ้าหนุ่มคนนี้ไปถือศีลอุโบสถทุกวันพระแปดค่ำ สิบห้าค่ำ เมื่อเรือนี้ลอยไป ก็ไปติดอยู่เกาะหนึ่ง เกาะนั้นเป็นเกาะที่สวยงามอยู่กลางทะเล พอขึ้นไปบนเกาะก็มีแต่ผู้หญิงทั้งนั้นเลย ผู้หญิงพวกนี้กลางวันเป็นคน กลางคืนเป็นเปรต คือครึ่งเปรตครึ่งคน เจ้าหนุ่มก็คิดว่า

                        เออกูสบายแล้ว กูลอยมาถึงเมืองนี้กูสบายแล้ว ได้เป็นเจ้าเมืองนี้Ž ก็เลยไปสมสู่กับพวกผู้หญิงเวมานิกเปรตนี้ พอได้สิบห้าวันก็เบื่อหน่าย ก็ขอไปอยู่ที่อื่น

                        เจ้าหนุ่มคนนี้ไปได้ถึงสามเกาะ ไปเจอแบบนี้ทั้งหมด พอไปถึงเกาะสุดท้าย เกาะนี้กำแพงเมืองเป็นไฟลุก แล้วคนในเมืองนั้นในคอร้อยด้วยโซ่ทองแดง มือก็ร้อยด้วยโซ่ทองแดง มีไฟลุกท่วมตัว แล้วก็มีหูกงจักรทัดหู

                        พอเจ้าหนุ่มนี้ไปเห็น ปุ๊บ! ก็คิดว่า เมืองนี้เจริญรุ่งเรือง

ไปด้วยทองคำ เพราะมันสว่างไปทั้งหมด เห็นไฟนรกนั้นเป็นทองคำ ก็เลยไปบอกกับคนที่โดนทรมานว่า

                        นี่คุณ แหม! ดอกบัวทองคำที่ทัดหูคุณนั้นสวยจริงนะขอหน่อยนะŽ

                        ไม่ใช่ นี่มันกงจักรŽ

                        ไม่ใช่นี่มันดอกบัวทอง อย่ามาหวงกันเลย นี่สร้อยเส้นใหญ่ๆ ขอฉันใส่บ้างนะŽ

                        นี่มันโซ่เหล็กแดงŽ

                        เจ้าหนุ่มคนนี้มันคิดว่าเป็นสร้อยทองคำ คนที่ใส่ก็บอกว่านี่มันเป็นโซ่เหล็กแดง นี่มันกงจักร เจ้าหนุ่มนั้นก็บอกว่าเอามาให้ฉันเถอะอย่างมาหลอกกันเลย

                        เจ้าคนที่จะพ้นนรกนั้นก็เลย คิดว่า เออ บุรุษคนนี้มีกรรมเหมือนเราเคยตีพ่อตีแม่มา จึงต้องมารับกรรมอยู่ในนรกขุมนี้เหมือนเราž

                        จึงได้หยิบเอากงจักรของตัวเองนั้นใส่หูเจ้าหนุ่มคนนั้น จากที่เป็นดอกบัวทองก็กลายเป็นกงจักร์พัดหูเลย จากโซ่ทองคำนั้นก็กลายเป็นโซ่ทองแดงลุกไหม้ ร้องไห้ครวญครางอยู่เป็นพันเป็นหมื่นปี แล้วเจ้าคนที่ให้ก็พ้นนรกไป

                        ที่โบราณท่านบอกว่า ตีพ่อตีแม่จะไปลงนรกปทุมมะ ไปลงนรกดอกบัว ดอกบัวก็คือกงจักรนี่เอง เพราะอะไรจึงได้ไปเสวยความสุขในเกาะได้เกาะละสิบห้าวัน เพราะอานิสงส์ที่ตัวเองได้รักษาศีลอุโบสถกับแม่ ได้ไปเสวยทิพย์กับพวกนางเวมานิกเปรตสุดท้ายหมดบุญก็ไปตกนรก

                        แสดงว่าคนเรานี้ต้องกตัญญูจึงจะทำกินเจริญแล้วก็ซื่อสัตย์ ผัวเดียวเมียเดียว ไม่มากชู้หลายผัวหลายเมีย แล้วสิ่งเหล่านี้จะทำให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุข...