พระนางอุบลวรรณาเถรี

พระนางเกิดในวรรณะไวศยะ ตระกูลเศรษฐี เมืองสาวัตถี นางมีรูปร่างสวยงาม ผิวพรรณผุดผ่องนวลเนียนเหมือนดอกบัวสย ประเภท

ดอกเขียว คือ ปาก แก้ว ปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า อุ้งมือ อุ้งเท้า เป็นสีชมพู ส่วนหน้าตา หลังมือ หลังเท้า เนื้อตัวตลอดลำแขน มีสีขาวอมเขียว เหมือน

ดอกบัวสัตตบงกช ที่กำลังจะแยกแย้ม ฉะนั้น นางจังได้นามว่า "อุบลวรรณา" แปลว่า "นางผู้มีสีผิวเหมือนดอกบัว" นางเป็นที่รักใคร่หมายปอง

ของบรรดาเหล่าสุขุมาลชาติและบรรดาเหล่ากุลบุตรเศรษฐีทั้งหลายเป็นอันมาก

ข่าวความงามทรามวัยวิไลนัก

กามเทพผลักศรแผลงทุกแห่งหน

บรรดาหนุ่มใกล้-ไกลได้ยินยล

รักอุบลวรรณายอดนารี

แต่งของหมั้นขันหมากมาสู่ขอ

ปลูกเรือนหอรอรักลูกเศรษฐี

ขอเป็นทองแผ่นเดียวเกี่ยวไมตรี

คนนั้นหรือคนนี้จะเลือกใคร

จึงเป็นที่ลำบากใจแก่ท่านเศรษฐีบิดาของอุบลวรรณาเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่รู้จะตัดสินใจยกลูกสาวให้แก่หนุ่มคนไหน ถ้าจะยกให้

แก่เจ้าชายองค์ใดองค์หนึ่งแล้ว เจ้าชายองค์อื่นหรือกุลบุตรเศรษฐีคนอื่นๆ ก็จะมีความโกรธและแค้นเคือง ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทและอาจ

ลุกลามไปถึงการเกิด "ศึกชิงนาง" ขึ้นมาได้

ระหว่างนั้นสมเด็จพระบรมศาสดาอุบัติขึ้นแล้วในโลก เวลาผ่านไป ๕ พรรษา หลังการตรัสรู้ ได้มีภิกษุณีสงฆ์เกิดขึ้นในศาสนา

ของพระองค์ เศรษฐีบิดาคิดหาทางออกได้ จึงแนะนำให้ลูกสาวออกบวชในพระพุทธศาสนา บรรดาชายหนุ่มทั้งวรรณะกษัตริย์ทั้งวรรณะไวศยะ

จะได้เลิกติดพันหมายปองตัวอุบลวรรณาเสียที

คำแนะนำของบิดา ที่แนะให้นางออกบวชในพระพุทธศาสนา ทำให้นางดีใจมาก จึงเดินทางไปสู่สำนักภิกษุณี และขอบวชภายใน

วันนั้นเอง เมื่อบวชแล้วท่านจะต้องปฏิบัติกิจวัตรเช่นเดียวกับภิกษุณีรูปอื่นๆ คือบิณฑบาต กวาดลานวัด เจริญธรรมกรรมฐานตามสมควร

แก่ธรรมและอิริยาบถ ยืน เดิน นั่น นอน เป็นต้นแล้ว ยังจะต้องมีกิจที่จะปฏิบัติในโรงอุโบสถทุกกึ่งเดือน คือ ปัดกวาดโรงอุโบสก ปูลาดอาสนาะ

ตั้งน้ำฉันน้ำใช้ จุดประทีปโคมไฟให้สว่างไสว

เนื่องจากทุก ๑๕ ค่ำ กลางเดือนและสิ้นเดือนภิกษุณีสงฆ์จะต้องมาประชุมพร้อมกันในโรงอุโบสถ เพื่อฟังภิกษุณีปาติโมกข์ คือ สิกขาบทที่ พระพุทธองค์ทรงบัญญัติ สำหรับพระภิกษุรีถือปฏิบัติ มี ๓๑๑ ข้อ จะต้องนำมาสวดในโรงอุโบสถทุกกึ่งเดือน วันที่พระอุบลวรรณาจะบรรลุอรหัตผลนั้น เป็นวันที่ท่านต้องเข้าเวรดูแลโรงอุโบสถ หลังจากที่ท่านจุดประทีปโคมไฟแล้ว ท่านได้เพ่งมองเปลวไฟที่สว่างไสว เกิดความรู้แจ้งตามความเป็นจริงของสรรพสิ่ง บรรลุธรรมสำเร็จเป็นพระอรหันต์ขณะเพ่งเปลงไฟนั้นเอง

พระอุบลวรรณาเถรี มีความสามารถในด้านการแสดงฤทธิ์ พระบรมศาสดาทรงแต่งตั้งท่านไว้ในตำแหน่ง เอตทัคคะในด้านมีฤทธิ์

มีข้อความปรากฏในภัมภีร์ "ยมกัปปาฏิหาริยวัตถุว่า :-

ในวันที่พระบรมศาสดาประกาศว่า จะแสดงยมกปาฏิหาริย์ปราบพวกเดียวถีย์ที่เมืองสาวัตถีในราวพรรษาที่ ๖ นั้น

พระอุบลวรรณเถรีก็เป็นผู้หนึ่งบรรดาสาวก สาวิกาผู้ทรงฤทธิ์ทั้งหลายที่ทูลขันอาสาแสดงฤทธิ์แทนพระบรมศาสดา โดยท่าน

จะแสดงฤทธิ์แปลงตัวเองเป็นจักรพรรดิราช มีข้าราชบริพารห้อมล้อมกว้างไกลถึง ๓๖ โยชน์ แล้วจะเข้าถวายบังคมพระบรมศาสดา

พระองค์ทรงปฏิเสธบรรดาสาวก-สาวิกาผู้ทรงฤทธิ์เหล่านั้น รวมทั้งปฏิเสธพระอุบลวรรณาเถรีด้วย ตรัสว่า

"ตถาคตรู้ว่าเธอทำได้ แต่พวงดอกไม้นี้มิได้ผูกไว้เพื่อเธอ" ท่านจึงถอยกลับไปนั่ง ณ ที่สมควร

ทั้งที่ท่านเก่งกล้าสามารถ มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เกินชีดความสามารถของบรรดามนุษย์ทั้งหลายจะทำได้ มีหูทิพย์ ตาทิพย์ รู้ใจผู้อื่น ระลึกชาติได้ และหมดกิเลส ถึงกระนั้นท่านยังถูกผู้ชายใจบาปหยาบช้าปลุกปล้ำทำร้าย

มีเรื่องปรากฏในธรรม อปทาน ข้อที่ ๓ หน้าที่ ๑๔๑ ว่า:-

หลังจากที่ท่านบรรลุอรหัตผลแล้ว ท่านเดินทางไปเผยแผ่พระศาสนาในเขตชนบทและพานักในกระท่อมกลางป่าชื่อ "อันธวัน"

ชายป่าวัดเขตวัน เมืองสาวัตถี ชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อนันทะ เป็นลูกของลุง จึงถือว่าเป็นลูกพี่ลูกน้อง ของท่านและก็เป็นคนหนึ่งที่หมายปองท่าน เมื่อครั้งท่านยังดำรงเพศคฤหัสถ์อยู่ ถึงแม้ท่านบวชแล้ว หนุ่มนันทะ ก็ยังมีจิตผูกพันรักใคร่ไม่เสื่อมคลาย เขามีความปรารถนาที่จะมีเพศสัมพันธุ์กับพระอุบลวรรณาเถรี จึงแวะเวียนเข้าไปที่กระท่อมในป่า อันธวันอยู่เนื่องๆ

วันหนึ่งขณะที่พระอุบลวรรณาเถรีออกบิณฑบาต ในเวลารุ่งอรุณหนุ่มนันทะก็แฝงตัวหลบซ่อนในกระท่อม รอเวลาจนกระทั่ง

ท่านกลับมาจากบิณฑบาต จึงใช้กำลังปลุกปล้ำทำลายข่มขืนจนสำเร็จความใคร่

เพราะไม่ซึ้ง ความชั่วร้ายจะให้ผล

สัปดนชั่วระยำทำบัดสี

แม้กระทั่งผู้ทรงศีลบ่มอินทรีย์

ยังขยี้พรหมจรรย์สบั้นลง

แม้ท่านมีฤทธิ์ถือผู้ชายใจอำมหิตขืนใจ ท่านก็ไม่ยอมใช้อำนาจฤทธิ์ ประหารนันทะให้สาสมกับความโฉดชั่วที่เขากระทำลงไป เพราะท่านเป็นพระอรหันต์หมดจดจากกิเลส ไม่มีความยินดียินร้ายต่อการกระทำชั่วหยาบนั้นๆ จึงไม่ใช้กำลังตอบสนองให้เกิดกรรมสร้างเวรขึ้นมาอีก

ความนิ่งเฉยของท่านทำให้นันทะ ร่าเริงบันเทิงใจเดินยิ้มออกจากกระท่อม ด้วยความสบายอารมณ์พอเขาก้าวพ้นออกจากประตูกระท่อม แผ่นดินก็ไหวสะท้านสเทือนแล้วก็แยกสูบเอานันทะ ลงไปเกิดในอเวจีมหานรกทันที

ข่าวที่พระอุบลวรรณาเถรี ถือประทุษร้าย ความทราบถึงพระบรมศาสดา จึงทรงมีพระพุทธบัญญัติ "ห้ามพระภิกษุณีพำนักอยู่ในป่าตามลำพัง ต้องพักในวัดที่มีพระสงฆ์อยู่ด้วย แต่แยกเขตที่อยู่ให้เป็นสัดส่วน ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยและเพื่อป้องกันพระภิกษุณีถูกประทุษร้ายจากมนุษย์และสัตว์ที่เป็นอันธพาล..